ไข้หวัดหมู

posted on 16 Jun 2009 05:03 by apinyasomya

“ ไข้หวัดหมู ” ที่เป็นข่าว ท่านรู้จักดีแค่ไหน ?

 

 ไข้หวัดหมูที่กำลังเป็นข่าว คืออะไร
จริง ๆ แล้วไข้หวัดหมูที่กำลังเป็นข่าวอยู่ในขณะนี้ ไม่ใช่ไข้หวัดที่ติดจากหมู แต่เป็นโรคไข้หวัดใหญ่ ชนิดเอ สายพันธุ์ใหม่ ที่แพร่จากคนสู่คน และยังไม่ทราบแหล่งที่แน่ชัดว่ามาจากที่ใด แต่มีจุดเริ่มต้นของการระบาดที่ประเทศเม็กซิโก

ถ้าเช่นนั้น ควรเรียกโรคนี้ว่าอย่างไร
ในปัจจุบันยังไม่มีข้อสรุปของการเรียกชื่ออย่างเป็นทางการ ในเบื้องต้นผู้เชี่ยวชาญทางด้านไวรัสวิทยาแนะนำให้เรียกว่า “ไข้หวัดใหญ่ สายพันธุ์ใหม่ ที่ระบาดที่เม็กซิโก”

สาเหตุ
เชื้อไวรัสไข้หวัดใหญ่ สายพันธุ์เอ ที่มีการกลายพันธุ์ และไม่เคยพบมาก่อน

การแพร่กระจาย และติดต่อ
การติดต่อเช่นเดียวกับโรคหวัด หรือไข้หวัดใหญ่ ได้แก่
การไอ หรือจามรดกัน
หายใจเอาเชื้อไวรัสที่ปะปนอยู่ในฝอยละออง น้ำมูก น้ำลาย หรือเสมหะ ซึ่งเกิดจากการไอ
จามของผู้ป่วย และฟุ้งกระจายอยู่ในอากาศ
สัมผัสกับน้ำมูก น้ำลาย หรือเสมหะ โดยการหยิบจับสิ่งของเครื่องใช้หรือของร่วมกับผู้ป่วย บุคคลอื่น และเครื่องใช้ในที่สาธารณะ เช่น แก้วน้ำ ผ้าเช็ดหน้า ลูกบิดประตู ราวโหนบนรถเมล์ ราวบันได แล้วใช้มือที่ปนเปื้อนเชื้อไวรัสมาขยี้ตา แคะจมูก และเข้าปาก

ผู้ป่วยโรคไข้หวัดใหญ่ ชนิดเอ สายพันธุ์ใหม่ มีอาการอย่างไร
มีไข้ (อุณหภูมิร่างกายมากกว่า 38 องศา) ร่วมกับ ไอ เจ็บคอ ปวดเมื่อยตามตัว ปวดหัว อ่อนเพลีย ในรายที่มีอาการรุนแรง อาจพบภาวะหายใจผิดปกติ (หอบ หายใจลำบาก)

เมื่อใดจึงจะสงสัยว่าติดเชื้อไข้หวัดใหญ่ ชนิดเอ สายพันธุ์ใหม่
เมื่อมีอาการดังกล่าวร่วมกับ มีการเดินทางกลับจากประเทศที่มีการแพร่ระบาดของเชื้อภายใน 1 สัปดาห์ ได้แก่ เม็กซิโก สหรัฐอเมริกา (รัฐแคนซัส เท็กซัส แคลิฟอเนีย นิวยอร์ค และโอไฮโอ) นิวซีแลนด์ และแคนาดา

โรคนี้มีอาการรุนแรงแค่ไหน
ผู้ป่วยส่วนใหญ่อาการมักไม่รุนแรงเหมือนไข้หวัดใหญ่ทั่วไป จากการรายงานในขณะนี้อัตราการเสียชีวิตค่อนข้างต่ำ

เมื่อเป็นแล้ว สามารถรักษาได้หรือไม่
ส่วนใหญ่แล้วโรคมักจะหายได้เองเหมือนไข้หวัดใหญ่ธรรมดา ในรายที่มีอาการรุนแรงสามารถใช้ยาต้านไวรัส เพื่อช่วยลดความรุนแรงของโรคได้

ผู้ที่เคยฉีดวัคซีนไข้หวัดใหญ่ จะสามารถติดโรคนี้ได้หรือไม่
มีโอกาสติดโรคได้เท่ากับผู้ที่ไม่เคยได้รับการฉีดวัคซีน เนื่องจากวัคซีนในปัจจุบันยังไม่สามารถป้องกันโรคนี้ได้

สามารถกินหมูได้หรือไม่
สามารถกินเนื้อหมูที่ปรุงสุกแล้วได้ตามปกติ เนื่องจากยังไม่มีรายงานการติดเชื้อจากการกินเนื้อหมู

ถ้าท่านมีไข้ น้ำมูก ไอ ปวดเมื่อยตามตัว หรือไข้หวัดใหญ่ ท่านจะปฏิบัติตัวอย่างไร
ไข้หวัดใหญ่เป็นโรคที่พบได้บ่อยในประเทศไทย ถ้ามีอาการควรปฏิบัติตัวดังนี้
- พักผ่อนอยู่กับบ้านและนอนหลับให้เพียงพอ และควรแยกห้องนอน เพื่อไม่ให้แพร่เชื้อไปสู่ผู้อื่น
- ไม่ไอ จาม รดผู้อื่น ใช้ผ้าปิดปากและจมูกป้องกันทุกครั้งเวลาไอ หรือจามหรือสวมหน้ากากอนามัย
- ล้างมือให้สะอาดด้วยสบู่ และน้ำทุกครั้งหลังสัมผัสน้ำมูก น้ำลาย เสมหะ
แต่กรณีเคยไปประเทศที่มีการระบาด ร่วมกับอาการดังกล่าว ควรรีบไปพบแพทย์

ผู้ที่ยังไม่ป่วยต้องปฏิบัติตัวอย่างไร
- ล้างมือบ่อย ๆ ให้สะอาดด้วยสบู่ และน้ำ
- นอนหลับพักผ่อนให้เพียงพอ ออกกำลังกายสม่ำเสมอ
- หลีกเลี่ยงการคลุกคลีใกล้ชิดกับผู้ป่วย และไม่ใช้ของใช้ร่วมกับผู้อื่น
- หลีกเลี่ยงสถานที่ที่มีผู้คนแออัด และอากาศถ่ายเทไม่สะดวก

ถ้าสงสัยว่าเป็นโรคต้องทำอย่างไร
ให้รีบมาพบแพทย์ ณ สถานพยาบาลใกล้บ้าน

โรคไข้หวัดใหญ่สายพันธุ์ใหม่ ชนิด เอ (H1N1)
สถานการณ์
 

ตามที่มีรายงานการแพร่ระบาดของไข้หวัดใหญ่และปอดบวมในประเทศเม็กซิโก ตั้งแต่กลางเดือนมีนาคม 2552 และทวีความรุนแรงมากขึ้นในสัปดาห์ที่ผ่านมา โดยมีผู้ป่วยรวม 854 ราย เสียชีวิต 59 ราย และจากการเก็บตัวอย่างผู้ป่วยรวม 50 ราย ส่งตรวจพบว่า 17 ราย เกิดจากเชื้อไข้หวัดใหญ่ชนิด เอ สายพันธุ์ เอช 1 เอ็น 1 (H1N1) ซึ่งเป็นไข้หวัดใหญ่สายพันธุ์ใหม่ของคน ที่มีสารพันธุกรรมของเชื้อไข้หวัดใหญ่ในหมูผสมอยู่ด้วย ต่อมายังพบผู้ป่วยด้วยเชื้อเดียวกันนี้อีก 7 ราย ในรัฐแคลิฟอร์เนียและเท็กซัส ประเทศสหรัฐอเมริกา ซึ่งมีชายแดนติดกับประเทศเม็กซิโก แต่ไม่มีผู้เสียชีวิต
การติดต่อและการป้องกัน
เชื้อไข้หวัดใหญ่สายพันธุ์ใหม่นี้ มีการแพร่ติดต่อเช่นเดียวกับโรคไข้หวัดใหญ่ในคนโดยทั่วไป คือเชื้อที่อยู่ในเสมหะ น้ำมูก น้ำลายของผู้ป่วย แพร่ไปยังผู้อื่นโดยการไอหรือจามรดกันในระยะใกล้ชิด หรือติดจากมือและสิ่งของที่มีเชื้อปนเปื้อนอยู่ และเชื้อจะเข้าสู่ร่างกายทางจมูกและตา เช่น การแคะจมูก การขยี้ตา ไม่ติดต่อจากการรับประทานเนื้อหมู ผู้ป่วยจะมีอาการคล้ายไข้หวัดใหญ่ คือ มีไข้สูง ปวดเมื่อยตามร่างกาย ไอ มีน้ำมูก หากป่วยและมีอาการดังกล่าว ควรสวมหน้ากากอนามัย และหลีกเลี่ยงการไปในที่ชุมชน หรือสถานที่แออัด ประชาชนทั่วไปควรรักษาสุขภาพให้แข็งแรง โดยรับประทานอาหารที่มีประโยชน์ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ผัก ผลไม้ นอนหลับพักผ่อนให้เพียงพอ ออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอ งดสูบบุหรี่ งดดื่มเหล้า ล้างมือบ่อยๆ

ไข้หวัดใหญ่ที่ระบาดในเม็กซิโกติดต่อได้อย่างรวดเร็วทางอากาศจากมนุษย์สู่มนุษย์ ไม่ใช่จากหมูสู่มนุษย์ ดังนั้น
ไม่จำเป็นต้องหวาดผวากินเนื้อหมูหรือผลิตภัณฑ์จากหมู ขอให้กินแบบปรุงสุก เพราะเชื้อไวรัสร้ายไม่ซึมผ่านเข้ากล้ามเนื้อหรือเนื้อเยื่อของหมู แต่ก็จำเป็นต้องเฝ้าติดตามอาการป่วยไข้หวัดของหมูเลี้ยงและคนเลี้ยงหมูอย่าง ใกล้ชิด อาการป่วยของหมูติดเชื้อไข้หวัดคล้ายกับมนุษย์ คือ มีไข้ ไอ เจ็บคอ บ้างมีอาการอาเจียนและท้องเสีย หากสุขภาพแข็งแรงอาการป่วยอาจทุเลาได้ภายใน 3 - 5 วัน แต่ถ้าร่างกายอ่อนแอ อาจขยับขั้นป่วยด้วยโรคปอดบวมอย่างรุนแรงและเสียชีวิตในที่สุด การติดเชื้อไข้หวัดหมูเกิดได้จากผู้ป่วยถ่ายทอดสู่บุคคลใกล้เคียงโดยตรงจาก การไอหรือจามรดหน้าผู้อื่น หลังได้รับเชื้อไวรัสร้าย ถ้าผู้รับเชื้อร่างกายอ่อนแอ อาการของโรคจะเริ่มแสดงอาการภายใน 7 วันหรือนานกว่านั้นขึ้นอยู่กับว่ามีภูมิคุ้มกันร่างกายดีแค่ไหน


โรคนี้ไม่ติดต่อจากการกินเนื้อหมู จึงสามารถบริโภคเนื้อหมูที่ปรุงสุกได้อย่างปลอดภัย แต่ไม่แนะนำให้กินเนื้อหมูดิบ เพราะจะทำให้ติดโรคอื่นๆเช่นพยาธิได้ อย่างไรก็ตาม ขณะนี้กรมควบคุมโรคได้จัดเตรียมยาต้านไวรัสไข้หวัดใหญ่ที่สามารถรักษาโรคนี้ได้ ซึ่งมีเพียงพออยู่แล้ว ซึ่งถึงแม้ว่าจะมีรายงานผู้เสียชีวิตในประเทศเม็กซิโก แต่เชื้อนี้มียาต้านไวรัสที่รักษาได้ นอกจากนี้ไทยยังมีระบบที่ใช้ตลอดปี คือการเฝ้าระวังผู้ป่วยโรคไข้หวัดใหญ่ โรคปอดบวมเพื่อคัดกรองหาโรคไข้หวัดนก ซึ่งสามารถเพิ่มเติมรองรับใช้กับโรคไข้หวัดใหญ่ชนิดนี้ได้

การรักษา
แพทย์ระบุ ปัจจุบันมียาแก้หวัดที่ได้รับการอนุมัติ รักษาไข้หวัดในสหรัฐฯ 4 ชนิด แต่ที่น่าวิตก คือ ไวรัสไข้หวัดหมูชนิดนี้ต้านยาทาน ได้แล้ว 2 ชนิด อีก 2 ชนิด ที่ยังพอใช้ได้ผล คือ "ทามิฟลู" กับ "เรเลนซา" คำแนะนำดีที่สุดเวลานี้คือ ควรล้างมือบ่อยๆ ด้วยสบู่หรือด้วยน้ำยาผสมแอลกอฮอล์เข้มข้นอย่างน้อย 60 เปอร์เซ็นต์ ปิดปากและปิดจมูกเมื่อไอหรือจามทุกครั้ง หลีกเลี่ยงสัมผัสตัวผู้ป่วย หรือหากรู้ว่าตัวเองป่วย ควรอยู่ห่างจากบุคคลอื่น
นายวิทยา แก้วภราดัย รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข เปิดเผยว่า ขอยืนยันให้ประชาชนไทยสบายใจว่า จนถึงขณะนี้ ประเทศไทยยังไม่เคยพบเชื้อไข้หวัดใหญ่สายพันธุ์ดังกล่าว และจากการเฝ้าระวังโรคของสำนักระบาดวิทยา ตั้งแต่ต้นปี 2552 -ปัจจุบัน พบผู้ป่วยโรคไข้หวัดใหญ่ จำนวน 3,159 ราย ไม่มีผู้เสียชีวิต ซึ่งไม่แตกต่างกับช่วงเวลาเดียวกันในปี 2551 อย่างไรก็ตาม ได้สั่งการให้สำนักระบาดวิทยา กรมควบคุมโรค ติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิด เพื่อเร่งรัดการเฝ้าระวังโรค รวมทั้งเตรียมความพร้อมรับมือ ทั้งด้านการตรวจวินิจฉัย การดูแลรักษาพยาบาลผู้ป่วย การเตรียมเครื่องมือและเวชภัณฑ์ ตลอดจนการเดินทางระหว่างประเทศ โดยประสานงานกับองค์การอนามัยโลกและศูนย์ป้องกันควบคุมโรคแห่งชาติสหรัฐอเมริกาอย่างใกล้ชิดด้วย


ทั้งนี้ ข้อมูลเบื้องต้นจากการสอบสวนโรคบ่งชี้ว่า ไข้หวัดใหญ่เอช 1 เอ็น 1 เป็นการติดต่อจาก
คนสู่คนและทำให้มีผู้เสียชีวิต ซึ่งองค์การอนามัยโลกกำลังติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิด และกำลังพิจารณาให้คำแนะนำเรื่องการเดินทางระหว่างประเทศ ดังนั้น ผู้ที่มีแผนการเดินทางไปยังประเทศเม็กซิโก รวมทั้งรัฐแคลิฟอร์เนียและเท็กซัส ประเทศสหรัฐอเมริกา จึงควรติดตามสถานการณ์และคำแนะนำจากกระทรวงสาธารณสุขอย่างใกล้ชิดต่อไป

                                                      อย่าลืมสวมหน้ากากอนามัยและล้างมือบ่อย ๆ นะคะ

edit @ 16 Jun 2009 05:29:15 by

I love angelina jolie

posted on 14 Jun 2009 01:10 by apinyasomya

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

together us

 

 

 

 

 

 

 

 

Full Name: Angelina Jolie Voight
Nicknames: Angie, Jellybean, and Bunny
Occupation: Actress
Date of Birth: June 4, 1975
Place of Birth: Los Angeles, Calif.
Sign: Sun in Gemini, Moon in Aries
Height: 5''7"
Family: Father: Jon Voight (actor); mother: Marcheline Bertrand (former actress); brother: James Haven Voight (director);
son: Maddox Chivan Thornton Jolie; daughter: Zahara Marley Jolie

Relationships:
exchanged vows in a Buddhist ceremony with actor Brad Pitt;
ex-husband: Billy Bob Thornton (actor, director, writer) married on May 5, 2000 and divorced on May 27, 2003;
ex-husband: Jonny Lee Miller (actor) married on March 28, 1996 and divorced on February 3, 1999

Education: Attended Lee Strasberg Theater Institute and New York University (majored in film)
Film Debut: "Lookin' to Get Out" at the age of seven

Awards:  
1997: Golden Globe: Best Supporting Actress in a Series, Miniseries or Made-for-TV Movie, George Wallace
1998: National Board of Review: Breakthrough Performance Award, Playing by Heart; cited with Billy Crudup (Without Limits)
1998: Golden Satellite: Best Actress in a Miniseries or Motion Picture Made for TV, Gia
1998: Golden Globe: Best Actress in a Miniseries or Motion Picture Made for TV, Gia
1998: Screen Actors Guild: Female Actor (Television Movie or Miniseries), Gia
1999: Golden Globe: Best Supporting Actress in a Motion Picture, Girl, Interrupted
1999: Screen Actors Guild: Female Actor in a Supporting Role (Theatrical Motion Picture), Girl, Interrupted
2000: Oscar: Best Supporting Actress, Girl, Interrupted
2000: ShoWest: Supporting Actress of the Year
2005: People's Choice Awards, USA: Favorite Female Action Movie Star

Scars/Tattoos: She has a scar on her hand, and a faint one below her jaw line.  She has several tattoos:  a box design on her hip, a Chinese dragon on her left arm, a rune-shaped design on her left wrist, two tribal designs on her backside, the Japanese symbol for "death" on her shoulder, and the Latin words "Quod me nutrit me destruit" on her stomach meaning "What nourishes me also destroys me."

Fan Mail: 
Angelina Jolie

C/O Industry Entertainment
955 Carrillo Drive
3rd Floor
Los Angeles, CA 90048
USA

Angelina Jolie
1901 Ave. of the Stars # 680
Los Angeles, CA 90067-6008
USA

Angelina Jolie
c/o William Morris Agency
151 El Camino Drive
Beverly Hills, CA 90212
USA

dit @ 14 Jun 2009 22:46:34 by

edit @ 15 Jun 2009 11:57:15 by

edit @ 15 Jun 2009 13:00:43 by

edit @ 16 Jun 2009 15:13:44 by

edit @ 16 Jun 2009 15:19:03 by

edit @ 16 Jun 2009 18:22:42 by

เมื่อฉันต้องลดน้ำหนัก

posted on 11 Jun 2009 12:24 by apinyasomya

 

  10วันแล้วซินะที่พยายามจะลดน้ำหนัก  เหนื่อยเหมือนกัน แต่ชั่งน้ำหนักแล้วลง 3 กิโลกรัม คงเป็นพวกน้ำที่ มันสูญหายไป  ตามสูตรเดิม ยังกินยา กับ เภสัชกรขจรศักดิ์ อยู่ และ ยา กับคูณหมอ ควบคู่กัน ไป อยาก จะไปออกกำลังกาย แต่ เด็กๆ ช่าง ติด แม่จังเลย ตั้งใจว่าจะ ไป เย็นนี้ แต่ไม่รู้ จะไป ได้ หรือ เปล่า

      เราจะต้องพยายามลดน้ำหนักต่อไป นี่คือสิ่งที่เราทำไม่เคยสำเร็จเลย.....ทำไม เรายอมแพ้ ใจตัวเอง ยอมแพ้ความหิว  กิเลส  ........ เอาใหม่นะ เราจะต้องตั้งใจลดนำหนักต่อไป เราต้องทำให้สำเร็จ เราจะต้องไม่กินข้าวเย็น และพยายาม ออกกำลังกาย  อี ก 1 สัปดาห์ เราต้องลดให้ได้ 4 กิโลกรัม อิๆๆๆๆๆๆๆ สุ้ๆๆๆๆๆนะโอ้เอ้ . เธอต้องทำให้ได้ งวดนี้คืองวดสุดท้ายสำหรับแก ถ้าทำไม่ได้ แก ก็ไม่ใช่ คนจริงหรอก ...เพราะแกไม่ชนะตัวเองเลย...........เดี๋ยวจะมาเขียนบลอกใหม่ ประเมินตัวเองอีก......

    12 มิถุนายน 2552 มาเยี่ยมตัวเองอีกครั้งในบลอก วันนี้  รุ้สึกสบายขึ้นไม่หิวบ่อย  เริ่มกินคลอโรฟิล  ปัสสาวะบ่อยแต่ไม่เหนื่อย  ยังไม่กล้าไปชั่งนำหนัก   รู้สึกว่าการลดน้ำหนักไม่ หนักเกินไป เพราะหิวน้อยลง  เป็นกำลังใจให้ตัวเองน่ะ ....... โอ้เอ้ สู้ๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆ

     15 มิถุนายน 2552  วันนี้เป้นวันแรกของสัปดาห์ที่มาทำงานรู้สุกสบายตัวขึ้นมาก ไม่แน่น ชุดทำงานเริ่มหลวม นำหนัก ลดลง3 กิโลกรัม  เข้าสู่สัปดาห์ที่ 4 แล้วสินะ ที่เรา จะพยายามลดน้ำหนัก แต่ก็ดูแลตัวเอง ดื่มนม ตอนเช้า พร่องมันเนย 2 กล่อง เที่ยง กินก๋วยเตี๋ยววุ้นเส่น 1 ถ้วย เย็นจะกินเป็น แอปเปิ้ล คงต้องพอ สำหรับวันนี้  สู้ๆนะโอ้ งวดนี้คืองวดสุดท้ายที่จะวัดใจตัวเอง..

edit @ 12 Jun 2009 14:29:44 by

edit @ 12 Jun 2009 14:38:22 by

edit @ 12 Jun 2009 14:39:31 by

edit @ 15 Jun 2009 13:25:25 by

 

ประวัติสุนทรภู่

วัยเด็ก (พ.ศ.๒๓๒๙ - ๒๓๔๙) แรกเกิด - อายุ ๒๐ ปี

พระสุนทรโวหาร (ภู่) มีนามเดิมว่า ภู่ เป็นบุตรขุนศรีสังหาร (พลับ) และแม่ช้อย เกิดในรัชกาลที่ ๑ กรุงรัตนโกสินทร ์ เมื่อวันจันทร์ เดือนแปด ขึ้นหนึ่งค่ำ ปีมะเมีย จุลศักราช ๑๑๔๘ เวลาสองโมงเช้า ตรงกับวันที่ ๒๖ มิถุนายน พ.ศ.๒๓๒๙ ที่บ้านใกล้กำแพงวังหลัง คลองบางกอกน้อย
สุนทรภู่เกิดได้ไม่นาน บิดามารดาก็หย่าจากกัน ฝ่ายบิดากลับไปบวชที่บ้านกร่ำ เมืองแกลง ส่วนมารดา คงเป็นนางนมพระธิดา ในกรมพระราชวังหลัง (กล่าวกันว่าพระองค์เจ้าจงกล หรือเจ้าครอกทองอยู่) ได้แต่งงานมีสามีใหม่ และมีบุตรกับสามีใหม่ ๒ คน เป็นหญิง ชื่อฉิมและนิ่ม ตัวสุนทรภู่เองได้ถวายตัว เป็นข้าในกรมพระราชวังหลังตั้งแต่ยังเด็ก

สุนทรภู่เป็นคนเจ้าบทเจ้ากลอน สันทัดทั้งสักวาและเพลงยาว เมื่อรุ่นหนุ่ม เกิดรักใคร่ชอบพอ กับนางข้าหลวง ในวังหลัง ชื่อแม่จัน ครั้นความทราบถึง กรมพระราชวังหลัง พระองค์ก็กริ้ว รับสั่งให้นำสุนทรภู่ และจันไปจองจำทันที แต่ทั้งสองถูกจองจำได้ไม่นาน

เมื่อกรมพระราชวังหลังเสด็จทิวงคตในปี พ.ศ. ๒๓๔๙ ทั้งสองก็พ้นโทษออกมา เพราะเป็นประเพณีแต่โบราณ ที่จะมีการ ปล่อยนักโทษ เพื่ออุทิศส่วนพระราชกุศลแด่ พระมหากษัตริย์หรือพระราชวงศ์ ชั้นสูงเมื่อเสด็จสวรรคต หรือทิวงคตแล้ว แม้จะพ้นโทษ สุนทรภู่และจันก็ยังมิอาจสมหวังในรัก สุนทรภู่ถูกใช้ไปชลบุรี ดังความตอนหนึ่งในนิราศเมืองแกลงว่า

"จะกรวดน้ำคว่ำขันจนวันตาย แม้เจ้านายท่านไม่ใช้แล้วไม่มา"

แต่เจ้านายท่านใดใช้ไป และไปธุระเรื่องใดไม่ปรากฎ อย่างไรก็ดี สุนทรภู่ได้เดินทางเลยไปถึงบ้านกร่ำ เมืองแกลง จังหวัดระยอง เพื่อไปพบบิดาที่จากกันกว่า ๒๐ ปี สุนทรภู่เกิดล้มเจ็บหนักเกือบถึงชีวิต กว่าจะกลับมากรุงเทพฯ ก็ล่วงถึงเดือน ๙ ปี พ.ศ.๒๓๔๙


วัยฉกรรจ์ (พ.ศ.๒๓๕๐ - ๒๓๕๙) อายุ ๒๑ - ๓๐ ปี

หลังจากกลับจากเมืองแกลง สุนทรภู่ได้เป็นมหาดเล็กของพระองค์เจ้าปฐมวงศ์ พระโอรสองค์เล็ก ของกรมพระราชวังหลัง ซึ่งทรงผนวชอยู่ที่วัดระฆัง ในช่วงนี้ สุนทรภู่ก็สมหวังในรัก ได้แม่จันเป็นภรรยา

สุนทรภู่คงเป็นคนเจ้าชู้ แต่งงานได้ไม่นาน ก็เกิดระหองระแหงกับแม่จัน ยังไม่ทันคืนดี สุนทรภู่ก็ต้อง ตามเสด็จพระองค์เจ้า ปฐมวงศ์ไปนมัสการพระพุทธบาท จ.สระบุรี ในวันมาฆบูชา สุนทรภู่ได้แต่งนิราศ เรื่องที่สองขึ้น คือ นิราศพระบาท สุนทรภู่ตามเสด็จกลับถึงกรุงเทพฯ ในเดือน ๓ ปี พ.ศ.๒๓๕๐

สุนทรภู่มีบุตรกับแม่จัน ๑ คน ชื่อหนูพัด แต่ชีวิตครอบครัวก็ยังไม่ราบรื่นนัก ในที่สุดแม่จันก็ร้างลาไป พระองค์เจ้าจงกล (เจ้าครอก ทองอยู่) ได้รับอุปการะหนูพัดไว้ ชีวิตของท่านสุนทรภู่ช่วงนี้คงโศกเศร้ามิใช่น้อย

ประวัติชีวิตของสุนทรภู่ในช่วงปี พ.ศ.๒๓๕๐ - ๒๓๕๙ ก่อนเข้ารับราชการ ไม่ชัดแจ้ง แต่เชื่อว่าท่าน หนีความเศร้าออกไป เพชรบุรี ทำไร่ทำนาอยู่กับหม่อมบุญนาคในพระราชวังหลัง ดังความตอนหนึ่งในนิราศ เมืองเพชร ที่ท่านย้อนรำลึกความหลัง สมัยหนุ่ม ว่า

"ถึงต้นตาลบ้านคุณหม่อมบุญนาค เมื่อยามยากจนมาได้อาศัย
มารดาเจ้าคราวพระวังหลังครรไล มาทำไร่ทำนา ท่านการุญ"



รับราชการครั้งที่ ๑ (พ.ศ.๒๓๕๙ - ๒๓๖๗) อายุ ๓๐ - ๓๘ ปี

พระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัย ทรงเป็นมหากวีและทรงสนพระทัยเรื่องการละครเป็นอย่างยิ่ง ในรัชสมัยของ พระองค์ ได้กวดขันการฝึกหัดวิธีรำจนได้ที่ เป็นแบบอย่างของละครรำมาตราบทุกวันนี้ พระองค์ยังทรงพระราชนิพนธ์บทละคร ขึ้นใหม่อีกถึง ๗ เรื่อง มีเรื่องอิเหนาและเรื่องรามเกียรติ์ เป็นต้น

มูลเหตุที่สุนทรภู่ได้เข้ารับราชการ น่าจะเนื่องมาจากเรื่องละครนี้เอง ไม่น่าจะเกี่ยวข้องกับกรณีทอดบัตรสนเท่ห์ เพราะจากกรณี บัตรสนเท่ห์นั้น คนที่มีส่วนเกี่ยวข้องถูกประหารชีวิตถึง ๑๐ คน แม้แต่ นายแหโขลน คนซื้อกระดาษดินสอ ก็ยังถูกประหารชีวิต ด้วย มีหรือสุนทรภู่จะรอดชีวิตมาได้ นอกจากนี้ สุนทรภู่เป็นแต่เพียงไพร่ มีชีวิตอยู่นอกวังหลวง ช่วงอายุก่อนหน้านี้ก็วนเวียน และเวียนใจอยู่กับเรื่องความรัก ที่ไหนจะมี เวลามายุ่งเกี่ยวกับเรื่องการเมือง

(กรณีวิเคราะห์นี้ มิได้รับรองโดยนักประวัติศาสตร์ เป็นความเห็นของคุณปราโมทย์ ทัศนาสุวรรณ เขียนไว้ในหนังสือ "เที่ยวไปกับสุนทรภู่" ซึ่งเห็นว่ามูลเหตุที่สุนทรภู่ได้เข้า รับราชการ น่าจะมาจากเรื่องละครมากกว่าเรื่องอื่น ซึ่งข้าพเจ้า พิเคราะห์ดูก็เห็นน่าจะจริง ผิดถูกเช่นไรโปรดใช้วิจารณญาณ)

อีกคราวหนึ่งเมื่อทรงพระราชนิพนธ์เรื่องรามเกียรติ์ตอนศึกสิบขุนสิบรถ ทรงพระราชนิพนธ์บทชมรถทศกัณฐ์ว่า

"๏ รถที่นั่ง บุษบกบัลลังก์ตั้งตระหง่าน
กว้างยาวใหญ่เท่าเขาจักรวาล ยอดเยี่ยมเทียมวิมานเมืองแมน
ดุมวงกงหันเป็นควันคว้าง เทียมสิงห์วิ่งวางข้างละแสน
สารถีขี่ขับเข้าดงแดน พื้นแผ่นดินกระเด็นไปเป็นจุณ"

ทรงพระราชนิพนธ์มาได้เพียงนี้ ทรงนึกความที่จะต่อไปอย่างไรให้สมกับที่รถใหญ่โตปานนั้นก็นึกไม่ออก
จึงมีรับสั่งให้สุนทรภู่แต่งต่อ สุนทรภู่แต่งต่อว่า


"นทีตีฟองนองระลอก กระฉอกกระฉ่อนชลข้นขุ่น
เขาพระเมรุเอนเอียงอ่อนละมุน อนนต์หนุนดินดานสะท้านสะเทือน
ทวยหาญโห่ร้องก้องกัมปนาท สุธาวาสไหวหวั่นลั่นเลื่อน
บดบังสุริยันตะวันเดือน คลาดเคลื่อนจัตุรงค์ตรงมา"


กลอนบทนี้เป็นที่โปรดปรานของพระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัยยิ่งนัก นับแต่นั้นก็นับสุนทรภู่เป็นกวีที่ปรึกษาด้วย
อีกคนหนึ่ง ทรงตั้งเป็นที่ขุนสุนทรโวหาร พระราชทานที่ให้ปลูกเรือนที่ท่าช้าง และให้มีตำแหน่งเฝ้าฯ เป็นนิจ
แม้เวลาเสด็จประพาสก็โปรดฯ ให้สุนทรภู่ลงเรือพระที่นั่งไปด้วย เป็นพนักงานอ่านเขียนในเวลาทรงพระราชนิพนธ์บทกลอน

ออกบวช (พ.ศ.๒๓๖๗ - ๒๓๘๕) อายุ ๓๘ - ๕๖ ปี

วันที่ ๒๑ กรกฎาคม พ.ศ.๒๓๖๗ พระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัยเสด็จสวรรคต นอกจากแผ่นดินและผืนฟ้าจะร่ำไห้ ไพร่ธรรมดาคนหนึ่งที่มีโอกาสสูงสุดในชีวิต ได้เป็นถึงกวีที่ปรึกษา ในราชสำนักก็หมดวาสนาไปด้วย

"ทรงขัดเคืองสุนทรภู่ว่าแกล้งประมาทอีกครั้งหนึ่ง แต่นั้นก็ว่าพระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงมึนตึงต่อสุนทรภู่มา จนตลอดรัชกาลที่ ๒ ... "

จะโดยตั้งใจหรือไม่ตั้งใจ เพียงคิดได้ด้วยเฉพาะหน้าตรงนั้นก็ตาม สุนทรภู่ก็ได้ทำการไม่เป็นที่พอพระราชหฤทัย ประกอบกับ ความอาลัยเสียใจหนักหนาในพระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัย สุนทรภู่ จึงลาออกจากราชการ และตั้งใจบวชเพื่อสนอง พระมหากรุณาธิคุณ สุนทรภู่ได้เผยความในใจนี้ ในตอนหนึ่ง ของนิราศภูเขาทอง ว่า

"จะสร้างพรตอตส่าห์ส่งบุญถวาย ประพฤติฝ่ายสมถะทั้งวสา เป็นสิ่งของฉลองคุณมุลิกา ขอเป็นข้าเคียงพระบาททุกชาติไป"

เมื่อบวชแล้ว ท่านได้ออกจาริกแสวงบุญไปยังที่ต่างๆ เล่ากันว่า ท่านได้เดินทางไปยังหัวเมืองต่างๆ หลายแห่ง เช่นเมืองพิษณุโลก เมืองประจวบคีรีขันธ์ จนถึงเมืองถลางหรือภูเก็ต และเชื่อกันว่า ท่านคงจะเขียนนิราศเมืองต่างๆ นี้ไว้อย่างแน่นอน เพียงแต่ ยังค้นหาต้นฉบับไม่พบ

ชีพจรลงเท้าสุนทรภู่อีกครั้ง เมื่อท่านเกิดไปสนใจเรื่องเล่นแร่แปรธาตุและยาอายุวัฒนะ ถึงแก่อุตสาหะ ไปค้นหา ทำให้เกิด นิราศวัดเจ้าฟ้า และนิราศสุพรรณ ปี พ.ศ.๒๓๘๓ สุนทรภู่มาจำพรรษาอยู่ที่วัดเทพธิดาราม ท่านอยู่ที่นี่ได้ ๓ พรรษา คืนหนึ่งเกิดฝันร้าย ว่าชะตาขาด จะถึงแก่ชีวิต จึงได้แต่งเรื่องรำพันพิลาป ซึ่งทำให้ทราบเรื่องราว ในชีวิตของท่านอีก เป็นอันมาก จากนั้นจึงลาสิกขาบทเมื่อปี พ.ศ.๒๓๘๕ เพื่อเตรียมตัวจะตาย



รับราชการครั้งที่ ๒ (พ.ศ.๒๓๘๕ - ๒๓๙๘) อายุ ๕๖ - ๖๙ ปี

เมื่อสึกออกมา สุนทรภู่ได้รับพระมหากรุณาธิคุณจากพระบาทสมเด็จพระปิ่นเกล้าเจ้าอยู่หัว ครั้งทรง พระยศเป็นสมเด็จพระเจ้า น้องยาเธอ เจ้าฟ้ากรมขุนอิศเรศรังสรรค์ โปรดอุปถัมภ์ให้สุนทรภู่ ไปอยู่พระราชวังเดิมด้วย ต่อมา กรมหมื่นอัปสรสุดาเทพ ทรงพระเมตตา อุปการะสุนทรภู่ด้วย กล่าวกันว่า ชอบพระราชหฤทัย ในเรื่องพระอภัยมณี จึงมีรับสั่งให้สุนทรภู่แต่งต่อ นอกจากนี้ สุนทรภู่ยังแต่งเรื่อง สิงหไตรภพถวายกรมหมื่น อัปสรฯ อีกเรื่องหนึ่ง

แม้สุนทรภู่จะอายุมากแล้ว แต่ท่านก็ยังรักการเดินทางและรักกลอนเป็นที่สุด ท่านได้แต่งนิราศไว้อีก ๒ เรื่องคือนิราศพระประธม และนิราศเมืองเพชร สุนทรภู่ได้รับพระราชทานบรรดาศักดิ์เป็น "พระสุนทรโวหาร" ในปี พ.ศ.๒๓๙๔ ขณะที่ท่านมีอายุ ได้ ๖๕ ปีแล้ว ท่านถึงแก่อนิจกรรมเมื่อปี พ.ศ.๒๓๙๘ รวมอายุได้ ๖๙ ปี

ประวัติส่วนตัว


ชื่อ พระสุนทรโวหาร นามเดิม ภู่
วันเกิด วันที่ 26 มิถุนายน พ.ศ.2329
ถึงแก่กรรม ปีพ.ศ. 2398

ผลงานวรรณกรรมของสุนทรภู่

นิราศ
๑. นิราศเมืองแกลง แต่งในราว พ.ศ. ๒๓๕๐ ตอนต้นปี
๒. นิราศพระบาท แต่งในราว พ.ศ. ๒๓๕๐ ตอนปลายปี
๓. นิราศภูเขาทอง แต่งในราว พ.ศ. ๒๓๗๑
๔. นิราศเมืองสุพรรณ (โคลง) แต่งในราว พ.ศ. ๒๓๘๔
๕. นิราศวัดเจ้าฟ้า ฯ แต่งในราว พ.ศ. ๒๓๗๕
๖. นิราศอิเหนา
๗. นิราศพระแท่นดงรัง
๘. นิราศพระประธม
๙. นิราศเมืองเพชร แต่งในราว พ.ศ. ๒๓๘๘-๒๓๙๒

นิทาน
๑. เรื่องโคบุตร แต่งในราวรัชกาลที่ ๑
๒. เรื่องพระอภัยมณี แต่งในราวรัชกาลที่ ๒-๓
๓. เรื่องพระไชยสุริยา แต่งในราวรัชกาลที่ ๓
๔. เรื่องลักษณวงศ์ (มีสำนวนผู้อื่นแต่งต่อ และไม่ทราบเวลาแต่ง)
๕. เรื่องสิงหไตรภพ แต่งในราวรัชกาลที่ ๒

สุภาษิต
. สวัสดิรักษา แต่งระหว่าง พ.ศ. ๒๓๖๔-๗
๒. เพลงยาวถวายโอวาท แต่งระหว่าง พ.ศ. ๒๓๗๓
๓. สุภาษิตสอนหญิง แต่งระหว่าง พ.ศ. ๒๓๘๐-๒๓๘๓

บทละคร
๑. เรื่องอภัยณุราช

บทเสภา
๑. เรื่องขุนช้างขุนแผนตอนกำเนิดพลายงาม แต่งในรัชกาลที่ ๒
๒. เรื่องพระราชพงศาวดาร แต่งในรัชกาลที่ ๔

บทเห่กล่อม
๑. เห่เรื่องจับระบำ
๒. เห่เรื่องกากี
๓. เห่เรื่องพระอภัยมณี
๔. เห่เรื่องโคบุตร

รวมวรรณกรรมของสุนทรภู่ ทั้งหมด ๒๔ เรื่อง

ทั้งหมดคือเรื่องราว และประวัติสุนทรภู่ ซึ่งรวมถึงผลงานวรรรกรรมของสุนทรภู่ ให้ทุกท่านที่ผ่านเข้ามาได้ศึกษากัน

ประวัติความเป็นมา
พระสุนทรโวหารเกิดที่บริเวณด้านเหนือของพระราชวังหลัง (ปัจจุบันเป็นสถานีรถไฟบางกอกน้อย) บิดาชื่อ ภู่ เป็นชาวบ้านกร่ำ อำเภอแกลง จังหวัดระยอง มารดาเป็นข้าหลวงในพระราชวังหลัง บิดามารดาได้เลิกร้างตั้งแต่ท่านยังเป็นเด็ก โดยที่บิดาท่านออกบวช ณ ที่ภูมิลำเนาเดิม ส่วนมารดาได้เข้าถวายตัวเป็นนางนมของพระธิดาในกรมพระราชวังหลัง ท่านสุนทรภู่ได้รับการศึกษาครั้งแรกที่พระราชวังหลัง และที่วัดชีปะขาว (ปัจจุบันคือ วัดศรีสุดาราม) เมื่ออายุประมาณ ๒๐ ปี ได้ลอบรักกับหญิงชาววังชื่อ จันทร์ จนโดนจับได้จึงต้องโทษจำคุกอยู่ระยะหนึ่ง แต่ไม่นานท่านก็พ้นโทษเพราะความสามารถในทางบทกลอน เป็นที่พอพระราชหฤทัยของพระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัย (รัชกาลที่ ๒) ในสมัยพระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัย ท่านสุนทรภู่ได้เข้ารับราชการในกรมอาลักษณ์ ได้รับการแต่งตั้งเป็น ขุนสุนทรโวหาร ให้คำปรึกษาเกี่ยวกับเรื่องโคลงกลอนต่าง ๆ ครั้นในสมัยรัชกาลที่ ๓ (สมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว) เสด็จขึ้นครองราชย์ ถูกปลดออกจากราชการ เนื่องจากได้ดื่มสุราอย่างหนัก ท่านจึงออกบวชและจำพรรษาอยู่ที่วัดราชบูรณะ (วัดเลียบ) และได้เดินทางไปที่ต่าง ๆ ท่านจึงแต่นิราศไว้มากมาย รวมอายุพรรษาที่ท่านบวชได้ ๑๐ พรรษา ท่านก็ลาสิกขาบท ชีวิตของท่านในช่วงนี้ลำบากมาก อยู่มาสักระยะหนึ่ง ท่านก็ได้บวชอีกครั้ง แต่ก็บวชได้ ๒ พรรษา และได้ถวายตัวอยู่กับเจ้าฟ้าขุนอิศเรศรังสรรค์ ต่อมาในสมัยรัชกาลที่ ๔ พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่ ได้ขึ้นครองราชย์ ทรงสถาปนาเจ้าฟ้า กรมขุนอดิศเรศรังสรรค์เป็น พระบาทสมเด็จพระปิ่นเกล้าเจ้าอยู่หัว ประทับอยู่พระบวรราชวัง ท่านสุนทรภู่จึงได้รับพระราชทานบรรดาศักดิ์เป็น พระสุนทรโวหาร ตำแหน่งเจ้ากรมพระอาลักษณ์ฝ่ายบวรราชวัง ในปี พ.ศ. ๒๓๙๔ ต่อมาในปี พ.ศ. ๒๓๙๘ ท่านก็ถึงมรณกรรม รวมอายุได้ ๗๐ ปี ปัจจุบันแม้ท่านจะได้เสียชีวิตไปนานแล้ว แต่คุณประโยชน์ที่ท่านได้สร้างได้ ก็เป็นที่ประจักษ์ แก่ชาวโลก และชาวไทยเรา องค์การศึกษาวิทยาศาสตร์ และวัฒนธรรมแห่งสหประชาชาติ หรือ UNESCO ได้ประกาศยกย่องเชิดชูเกียรติให้เป็นบุคคลดีเด่นทางวัฒนธรรมระดับโลก ในวาระครบรอบ ๒๐๐ ปี

กิจกรรมในงาน

๑. จัดกิจกรรมเพื่อระลึกถึงความสามารถของท่านสุนทรภู่
๒. จัดการประกวดร้อยกรองประเภทต่าง ๆ เช่น โคลง นิราศ เป็นต้น
๓. จัดนิทรรศการเกียวกับผลงานของท่านสุนทรภู่
การประกวดขบวนรถแฟนซี ผีเสื้อสมุทรและสุดสาคร การแข่งทางวิชาการของนักเรียนโรงเรียนต่างๆ ในจังหวัดระยอง และการแสดงมหรสพอีกมากมาย

edit @ 9 Jun 2009 16:07:52 by

เกาะพงัน เป็นแหล่งท่องเที่ยวที่สำคัญของจังหวัดสุราษฎร์ธานี เป็นหนึ่งในสามเกาะท่องเที่ยวได้แก่ เกาะพงัน เกาะเต่า เกาะนางยวน เกาะพงัน เป็นที่รู้จักของนักท่องเที่ยว ในด้านความงามของธรรมชาติ ที่ยังอุดมสมบูรณ์ไม่ว่าป่าไม้ น้ำตก ชายหาด และแหล่งดำน้ำรอบ เกาะพงัน และ เกาะเต่า รวมทั้งความงดงามของ เกาะนางยวน ที่สวยงาม ติดอันดับโลก

     สำหรับกิจกรรมที่ขึ้นชื่อของเกาะพงันที่นักท่องเที่ยวต่างประเทศรู้จัก และใฝ่ฝันที่จะต้องมาสัมผัสสักครั้งหนึ่งในชีวิต คือ งานฟูลมูนปาร์ตี้ ที่จัดทุกวันพระจันทร์เต็มดวงที่ หาด ริ้น ชายหาดที่ได้ชื่อว่าเห็นดวงจันทร์ที่สวยที่สุดในโลก


มีความสมบูรณ์ของธรรมชาติทางทะเล และป่าไม้ มีชายหาดสวยงามที่มี ชื่อเสียงมากมาย เช่น หาดริ้น , หาดท้องนายปาน ,หาดขวด , หาดยาว , หาดสน , หาดสลัด , หาด แม่หาด และมีแหล่งดำน้ำที่สวยงาม เช่น เกาะเต่า และ เกาะม้า โดยรวม เกาะพงัน มีสภาพอากาศอบอุ่นตลอดปี จึงมีนักท่องเที่ยวมาเที่ยว เกาะพงัน ตลอดทั้งปี การเดินทาง ท่องเที่ยวภายในเกาะก็สะดวกทั้งทางบกและทางทะเล

แหล่งท่องเที่ยวที่น่าสนใจ

     อ่าวในวก อยู่ห่างจากท้องศาลาประมาณ 1 กิโลเมตร เป็นอ่าวด้านทิศตะวันตกของเกาะพะงัน มีหาดทรายขาว ยาวประมาณ 1 กิโลเมตร และเป็นจุดชมพระอาทิตย์ตกลับ ขอบฟ้ายามเย็นได้อย่างสวยงามยิ่ง

     หาดปลายแหลม เป็นหาดทรายขาวซึ่งสลับกับโขดหิน อยู่ห่างจากท้องศาลา ประมาณ 1.5 กิโลเมตร บรรยากาศทั่วไป เงียบสงบ สามารถดำน้ำชมปะการังน้ำตื้น มีที่พักตลอด แนวชายหาดไว้บริการ และมีจุดชมวิวพระอาทิตย์ตก หาดปลายแหลมวังสามารถมองเห็น เกาะแตนอก เกาะแตในได้สวยงามอีกจุดหนึ่งบน เกาะพะงัน วิวสวยงามมาก ถึง ขนาดทุกเย็นจะมีนักท่องเที่ยวขึ้นไปเพื่อรอดูวิวพระอาทิตย์ตก

     อ่าววกตุ่ม ไม่ไกลมากนักจาก หาดปลายแหลม อ่าววกตุ่มเป็นหมู่บ้านชาวประมง ยังคงพบเห็นการต่อเรือหางยาวบริเวณชายหาด ที่เป็นภูมิปัญญาท้องถิ่น มีจุดชมวิว คือ เขา หินนก ตั้งอยู่ระหว่าง หาดปลายแหลม และ อ่าววกตุ่ม สามารถมองเห็นวิว เกาะแตนอก เกาะแตใน รวมทั้งวิว อ่าววกตุ่มเองทั้งสามจุดนี้สวยงามอีกแหล่งบน เกาะพะงัน

     หาดหินกอง อยู่ติดกับอ่าววกตุ่ม หาดหินกอง เมื่อยามน้ำลดชาวบ้านมักออกมาหาหอยกลม ซึ่งจะมีมากในบริเวณนี้ สังเกตได้จากรูปปั้นหอยกลมตั้งอยู่กลางอ่าว ชาว เกาะพะงัน บางส่วนเรียก หาดหินกอง ว่า " ดอนหอยกลม "

     แหลมสน เกิดจากการขุดเหมืองแร่ดีบุก จนเกิดเป็นหาดทรายกว้าง มีทิวสนทะเลขึ้นอยู่เรียงราย ส่วนขุมเหมืองแร่ เมื่อเลิกกิจการไปแล้ว ก็กลายเป็นทะเลสาบมาจนถึง ปัจจุบันนี้

     อ่าวศรีธนู เป็นอ่าวที่ชาวประมงนิยมใช้ในการหลบลมมรสุม มีชายหาดที่เงียบสงบ มีที่พักและร้านอาหาร บริการหลายแห่ง

     หาดเจ้าเภา ชายหาดมีความสวยงามอันดับต้นๆ บน เกาะพะงัน ก็ว่าได้ ด้วยสภาพที่มีหาดทรายขาด แลดูสะอาด เหมาะสำหรับดำน้ำชมปะการัง อีกทั้งรองรับไปด้วยสิ่งอำนวย ความสะดวกต่างๆ อาทิ ห้องพัก , ร้านค้า , ร้านอินเตอร์เน็ต ไว้บริการ และมีนักท่องเที่ยวตามจุดพักผ่อนบนหาดทรายตลอดแนวเป็นระยะๆ ที่นี่จึงตัดปัญหาเรื่องความเปลี่ยว ออกไปได้เลย

     หาดสน เป็นชายหาดส่วนตัว มีที่พักเจ้าถิ่นประจำ คือ หาดสน รีสอร์ท ลักษณะหาดโดยทั่วไปเป็นทรายขาว น้ำใสแลดูสะอาด มีความปลอดภัยสูงในหลายๆ ด้าน สามารถลง เล่นน้ำทะเล เพื่อดำน้ำชมปะการังน้ำตื้นได้อย่างอุ่นใจ

     หาดดาวดึก หาดทรายยาวประมาณ 100 เมตร อยู่ระหว่างหาดสน และ หาดยาว เป็นอีกแหล่งหาดส่วนตัวสำหรับนักท่องเที่ยวที่พัก บาวน์ตี้ รีสอร์ท

     หาดยาว ชายหาดยาวสมชื่อ หาดทรายขาวยาว เป็นครึ่งวงกลม คล้ายกับพระจันทร์เสี้ยว มีที่พักซ่อนอยู่ใต้ทิวมะพร้าว อยู่ห่างจาก ท้องศาลา ประมาณ 15 กิโลเมตร ตั้งอยู่ด้าน ทิศตะวันตกของ เกาะพะงัน ณ หาดยาว นี้ เป็นหาดที่สวยงามมากอันดับต้นๆ บน เกาพะงัน รองจาก หาดริ้น

    ความแตกต่างที่เห็นได้ชัดจากหาดนี้คือ มีความเงียบสงบมากกว่า และทะเลหน้า หาดยาว มีปะการังน้ำตื้นให้นักท่องเที่ยวได้ชม ไม่ไกลจากฝั่งมากนัก แวดล้อมประกอบไป ด้วยสิ่งอำนวยความสะดวกต่างๆ ครบครัน ระดับการแข่งขันให้บริการจากผู้ประกอบการที่พักริม หาดยาว ค่อนข้างสูงตลอดแนวหาด และเป็นเรื่องดีที่ผลประโยชน์ดีๆ จะได้ไป ตกกับนักท่องเที่ยวโดยตรง

    หาดเทียน - หาดกรวด เป็นหาดทรายสลับกับโขดหิน แต่ไม่ใหญ่มากนัก หาดนี้ตั้งอยู่ระหว่าง หาดยาว กับ หาดสลัด บรรยากาศโดยทั่วไปเงียบ สงบ และเป็นอีกจุดหนึ่งที่ เหมาะสำหรับดำน้ำชมปะการังน้ำตื้น และมีมะพร้าวสามยอด ให้ชมเล่นๆ ก็แลดูแปลกตาไปอีกแบบ

    หาดสลัด เป็นหาดทรายขาวยาวประมาณ 800 เมตร น้ำทะเลใสเขียวมรกต มีแนวปะการังน้ำตื้นที่ทอดยาวมาจากหาดเทียน เหมาะสำหรับลงเล่นน้ำชมปะการัง ปัจจุบัน การ เดินทางมายัง หาดสลัด นี้มีความสะดวกแล้ว โดยใช้เส้นทาง ท้องศาลา - โฉลกหลำ

    หาดแม่หาด - เกาะม้า แหล่งเที่ยว เกาะม้า มีหาดทรายขาวเชื่อมต่อกับหาด แม่หาด ชมความอัศจรรย์ โอ้โฮ้... ยามน้ำลด สามารถเดินข้ามไปยัง เกาะม้า ได้ รอบ เกาะม้า มี ปะการังน้ำตื้น หลากหลายชนิด หาดแม่หาด มีความยาวประมาณ 200 เมตร หาดทรายขาวแลดูสะอาด และกว้าง เหมาะแก่การพักผ่อนดำน้ำชมปะการัง

    อ่าวโฉลกหลำ ตั้งอยู่ทางด้านทิศเหนือของ เกาะพะงัน มีชายหาดโค้งเว้าครึ่งวงกลมพระจันทร์เสี้ยว ยาวประมาณ 1 กิโลเมตร เป็นอ่าวน้ำลึก สามารถจอดเรือประมง และ กำบังคลื่นลม จึงเป็นที่ตั้งชุมชนชาวประมงอีกแห่งนึ่งของ เกาะพะงัน หมู่บ้านโฉลกหลำ มีท่าเรือประมงนี่เองจึงเป็นแหล่งผลิต และจำหน่ายอาหารทะเลสด และแห้ง โดย เฉพาะปลาหมึกแห้งเป็นสินค้าที่ขึ้นชื่อที่สุด นักท่องเที่ยวสามารถเดินต่อไปยัง หาดขวด โดยติดต่อเรือหางยาวได้ที่นี่

     หาดขอม การเดินทางมายัง หาดขอม เลือกใช้เส้นทางเลียบทะเล อ่าวโฉลกหลำ ระยะทางร่วม 2 กิโลเมตร จะพบกับความเงียบสงบ ชายหาดสวย ด้านหน้าหาดมีแนว ปะการังน้ำตื้น และเป็นจุดที่นักท่องเที่ยวส่วนใหญ่เลือกใช้เรือที่ใช้ในการท่องเที่ยวนั้น แวะจอด เพื่อดำน้ำชมปะการัง ระหว่าง อ่าวโฉลกหลำ กับ หาดขอม และยังเป็นจุดตก ปลาที่หลากหลายรูปแบบชนิดที่เรียกได้ว่า ดีที่สุดอีกแห่งบน เกาะพะงัน อีกด้วย 

     หาดขวด อยู่ถัดไปทางเหนือของ เกาะพะงัน ลักษณะโดดเด่นของหาดนี้ มีหาดทรายขาว เคล้ากับบรรยากาศที่เงียบสงบ สำหรับการเดินทางไปยัง หาดขวด นิยมเดินทางโดย ทางเรือ (เรือหางยาว) จาก บ้านโฉลกหลำ

     หาดท้องนายปาน ลักษณะเป็นหาดทรายขาวครึ่งวงกลมพระจันทร์เสี้ยว แบ่งออกเป็นสองอ่าว คือ ท้องนายปานน้อย และ ท้องนายปานใหญ่ โดยมีแหลมยื่นคั่นกลางทั้งสองหาดนี้ เป็นชายหาดที่จัดได้ว่าสวยงาม และสงบอีกบรรยากาศก้าวสู่การพักผ่อนไปอีกบทหนึ่งแห่งชีวิตบน เกาะพะงัน มีเม็ดทรายที่ขาว แลดูสะอาด และนุ่มเท้าจากการสัมผัสทราย กลายเป็นสปาเท้าธรรมชาติที่ดีอีกด้วย หาดท้องนายปาน นี้

     กล่าวได้ว่าสามารถเล่นน้ำทะเลพะงันได้ตลอดทั้งปี ใกล้กันนั้นก็มี น้ำตกธารประเวศ ซึ่งอยุ่ก่อนถึง หาดท้องนายปาน จุดสังเกตคือ จะมีทางแยกซ้ายมือลงไป อ่าวท้องนายปาน น้อย ประมาณ 100 เมตร และน้ำตกแห่งนี้ พราะบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 5 ทรงพระราชทานนามไว้เมื่อครั้งที่ เสด็จประพาส หาดท้องนายปาน เมื่อปี พ.ศ. 2441 และ พระองค์ทรงได้จารึกพระปรมาภิไธยย่อริมน้ำตกเพื่อเป็นอนุสรณ์

      หาดน้ำตก - น้ำตกธารประพาส อยู่ใกล้กับ หาดยาว ฝั่งด้านตะวันออก จาก หาดน้ำตก สามารถเดินทางต่อไปอีกประมาณ 300 เมตร คือ น้ำตกธารประพาส พระบาทสมเด็จ พระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 5 ได้พระราชทานนามไว้เป็นจารึกชื่อน้ำตก และจารึกพระปรมาภิไธยย่อ จปร. บนก้อนหินขนาดใหญ่ การเดินทางมายังที่นี่นิยมใช้เส้นทาง เดียวกับเส้นทางไปยัง หาดท้องนายปาน จุดสังเกตคือ จะมีทางแยกที่ บ้านหมากกลาง เข้าไปประมาณ 4 กิโลเมตร ผ่านป่าและสวนยางพาราเป็นถนนลูกรัง ปัจจุบันมีที่พัก เปิดให้บริการแล้ว

      หาดเสด็จ หาดธารเสด็จอยู่ทางทิศตะวันออกของ เกาพะงัน โดยใช้เส้นทางจาก หาดท้องนายปาน เมื่อถึงบ้านท้องนาง เลี้ยวขวาไปอีกประมาณ 3 กิโลเมตร จะถึง น้ำตกธาร เสด็จ และ ชายหาดเสด็จ ชาว เกาะพะงัน เชื่อว่าน้ำจาก น้ำตกธารเสด็จ นี้ เป็นแหล่งน้ำศักดิ์สิทธิ์

 

      จากประวัติศาสตร์ราชวงศ์จักรี เสด็จประพาสหลายพระองค์ คือ รัชกาลที่ 5 , รัชกาลที่ 6 , รัชกาลที่ 7 รวมทั้งพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวรัชกาลปัจจุบัน น้ำตกธารเสด็จ เป็นน้ำตกที่พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 5 ได้พระราช นามไว้ และเสด็จประพาสเยือนถึง 14 ครั้ง นำตกธารเสด็จ มี 3 ชั้น ลักษณะเป็นน้ำตกไหลผ่านหินไม่ใหญ่เกินไปนัก คือ พุแดง , พุสามปั้น และพุท้องนาง ใกล้ๆ กับลำธาร ปรากฏ อักษรย่อพระปรมาภิไธยของพระมหากษัตริย์ที่เคยเสด็จ ประพาสน้ำตกแห่งนี้ถึง 9 จุด

     หาดยวน - หาดยาง - หาดยาว (ตะวันออก) ชายหาดทางด้านทิศตะวันออกของ เกาะพะงัน ยังไม่มีถนนเข้าถึง นักท่องเที่ยวจะต้องเหมาเรือหางยาวจากหาดริ้นนอก เพื่อจะท่อง เที่ยวในเส้นทางนี้ เมื่อนั่งเรือจากหาดริ้นนอกจะถึง หาดยวน ก่อน ชายหาดที่นี่เหมาะสำหรับพักผ่อน ลึกเข้าไปไม่มากจะมีน้ำตก (ยังไม่มีชื่อ) ให้เล่นน้ำได้ แต่มีห้องพักเปิด ให้บริการไม่มาก

     หาดริ้นนอก เป็นที่จัดงานฟูลมูนปาร์ตี้ และเป็นที่รู้จักของนักท่องเที่ยวไปทั่วโลก ในวันเพ็ญขึ้น 15 ค่ำของทุกเดือน เมื่อหมั่นสังเกตจะพบว่าช่วงกลางวันที่ เกาะพะงัน ไม่ค่อย มีนักท่องเที่ยวหนาตาสักเท่าไหร่ แต่เมื่อตกกลางคืนของวันงาน ฟูลมูนปาร์ตี้ จะเห็นนักท่องเที่ยวมาร่วมงานที่ริมหาดจำนวนมาก อย่างไม่น่าเชื่อเมื่อเทียบกับช่วงกลางวัน ลิบลับ เนื่องจากนักท่องเที่ยวมาจากหลายๆ

      ที่นั่นเอง คือ นักท่องเที่ยวเดินทางมาจาก เกาะเต่า เกาะนางยวน และ เกาะสมุย จะมารวมกันที่ หาดริ้นนอก เป็นชายหาดครึ่งเสี้ยวยาวเหยียด มีทรายขาว สะอาด และนักท่อง เที่ยวส่วนใหญ่ลงความเห็นแล้วว่า หาดริ้นนอก เป็นชายหาดที่สวยที่สุดของ เกาะพะงัน หรือกล่าวได้ว่า หากมาเกาะพะงันแล้ว ไม่ได้มาเที่ยว หาดริ้นนอก ก็ถือได้ว่ายังมาไม่ถึง เกาะพะงัน อีกทั้ง หาดริ้นนอก มีความเจริญมากกว่าแหล่งท่องเที่ยวอื่นบน เกาะพะงัน จึงมีสิ่งอำนวยความสะดวกครบครัน

      หาดริ้นใน เป็นแนวหาดที่ต่อจาก หาดหินล่อ และ หาดบางสน และถัดไปคือ หาดศรีกันตัง เป็นจุดรับส่งนักท่องเที่ยวระหว่าง เกาะสมุย กับ เกาะพะงัน ปัจจุบันบริษัทเรือได้เพิ่ม รอบเดินเรือ ทำให้นักท่องเที่ยวเดินทางมา เกาะพะงัน สะดวกมากขึ้น หาดริ้นใน มีที่พักให้เลือกมากมายตลอดแนวชายหาด บางแห่งสร้างที่พักอยู่บนโขดหิน บ้างก็สร้างแบบ ง่ายๆ และแบบมาตรฐานก็มีอีกหลายที่ หาดริ้นใน และที่แนะนำเป็นพิเศษ คือ พะงันบุรี รีสอร์ท แอนด์ สปา เปิดให้บริการที่พัก สปา ครบวงจร และอีกแห่ง คือ ริ้น บีซ รีสอร์ท โดยรวมแล้วกิจกรรมยอดฮิตที่ หาดริ้นใน คือ การเล่นน้ำทะเล และเดินเล่นบริเวณชายหาด

      หาดศรีกันตัง เป็นชายหาดที่สวยงามมาก และมีชื่อเสียง เพราะ หาดศรีกันตัง มีหาดทรายที่ขาว สวย น้ำทะเลใสกิ๊ง แลทิวมะพร้าวเรียงรายริมหาด เงียบสงบ เหมาะสำหรับ เล่นน้ำ หรือดำน้ำตื้นดูปะการัง เดินเล่นชมพระอาทิตย์ลับขอบฟ้าเลียดน้ำทะเลยามเย็นตลอดชายหาด และใส่ใจสักนิดเรื่องห้องพัก เปิดให้บริการไม่มากนัก ณ หาดนี้จึงต้อง ติดต่อจองที่พักล่วงหน้า

      หาดหินล่อ หาดสน สองหาดนี้เป็นชายหาดที่ติดต่อกัน เนื่องจากบางช่วงเป็นหาดส่วนตัว นักท่องเที่ยวนิยมมาพักผ่อน เพราะไม่พลุกพล่าน จอแจจนเกินไป ส่วนชายหาดด้าน ตะวันตก คือ หาดหินล่อ พื้นที่ตรงกลางชายหาดเรียกว่า หาดบางสน

     หาดบ้านใต้ ชายหาดยาวสวยงาม มองเห็น เกาะสมุย เกาะแตใน เกาะแตนอก เป็นจุดชมวิวพระอาทิตย์ลับขอบฟ้ายามเย็นที่สวยงามอีกแห่งบน เกาะพะงัน ตลาดบ้านใต้เป็น ชุมชนเก่าแก่ สามารถชมวิถีชีวิตของคน เกาะพะงัน ได้ เช่น การปอกมะพร้าวกับมืออย่างชำนาญ เรียกได้ว่าปอกโชว์ได้อย่างประทับใจทีเดียว , การทำประมง ณ ท่าเรือจะมี ชาวประมงนำปลามาขายสดๆ ตลอดชายหาดบ้านใต้ เรื่องที่พักนั้นมีมากมายหลายรีสอร์ทเรียงรายตลอด หาดบ้านใต้ ช่วงเทศกาล ฟูลมูนปาร์ตี้ ที่พักส่วนใหญ่จะเต็มก่อนล่วง หน้าเสมอ ดังนั้น หากต้องการพักที่หาดนี้จะให้ดีควรจองที่พักล่วงหน้า

     หาดบ้านค่าย หาดนี้ติดต่อกับ บ้านใต้ ชุมชนบ้านค่ายเป็นชุมชนมุสลิม ที่เข้ามาตั้งรกรากตั้งแต่สมัยอดีต บ้านค่าย ในประวัติเรื่องราวความเป็นมานั้น ที่นี่เป็นแหล่งเหมืองแร่ ทองคำ ที่ทางการเกณฑ์ชายฉกรรจ์ จำนวนมากจากเมืองไชยา และเมืองนครศรีธรรมราชมาขุดหา และ ร่อนทองคำ ประมาณ ปี พ.ศ. 2401 ปัจจุบัน หาดบ้านค่าย เป็นแหล่ง ที่พักอยู่ใกล้กับ หาดริ้น เมื่อที่พักที่หาดริ้นเต็ม นักท่องเที่ยวมักเลือกที่จะมาพักที่ บ้านค่าย เพราะมีความสะดวกต่อการเดินทาง

    เกาะพะงัน อยู่ห่างจากตัวจังหวัดสุราษฏร์ธานีประมาณ 100 กิโลเมตร ตั้งอยู่ระหว่าง เกาะสมุย กับ เกาะเต่า ห่างจากเกาะสมุยประมาณ 20 กม. ห่างจาก เกาะเต่า ประมาณ 45 กิโลเมตร เกาะพะงัน เป็นเกาะใหญ่รองจาก เกาะสมุย อาชีพคน เกาะพะงัน ได้แก่ ทำสวนมะพร้าว , ทำประมง , ธุรกิจท่องเที่ยว

 

       เกาะพะงัน มีพื้นที่ราบและป่าเขา มียอด เขาหราสูงสุด 635 เมตร ตั้งอยู่กลางเกาะด้านทิศเหนือ แนวเขายาวจรดทิศใต้ มีป่าไม้อุดมสมบูรณ์มาก ด้านทิศตะวันออกเป็นป่าและเทือกเขาจรดทะเล มีหาดทรายและ โขดหินอยู่ทั่วไป มีอ่าวต่างๆ หลายอ่าว เหมาะสำหรับจอดเรือได้ตลอดปี สภาพภูมิอากาศไม่แตกต่างกันมากนัก ช่วงตั้งแต่เดือนตุลาคม ถึง มกราคม เป็นช่วงมรสุมตะวันออก เฉียงเหนือพัดผ่อน และมีฝนตกหนัก และคลื่นลมแรง ( เฉพาะด้านทิศตะวันออกของเกาะ ) โดยทั่วไป เกาะพะงัน สามารถเดินทางมาท่องเที่ยวได้ตลอดทั้งปี

       น้ำตกแพง - ที่ทำการอุทยานแห่งชาติธารเสด็จ เกาะพะงัน เป็นน้ำตกที่ใหญ่ที่สุดของเกาะพะงัน มีธารน้ำตกสองสาย คือ น้ำตกแพงใหญ่ และ น้ำตกแพงน้อย โดยเฉพาะใน ฤดูฝนจะมีความสวยงามเป็นพิเศษ ช่วงเดือนตุลาคม ถึง มกราคม แวดล้อมด้วยป่าไม้งามร่มรื่น น้ำตกมีหลายชั้น ได้แก่ ธารน้ำรัก , ธารสองแพรก , ธารกล้วยไม้ ที่ทำการ อุทยานแห่งชาติธารเสด็จ - เกาะพะงัน น้ำตกแพง มีบ้านพักรับรอง และลานสำหรับกางเต๊นท์ อีกทั้งร้านอาหารไว้คอยบริการนักท่องเที่ยว

      วัดเขาถ้ำ เลี้ยวซ้ายก่อนถึงตลาดบ้านใต้ จะมีป้ายบอกทางไป วัดเขาถ้ำ ทางขึ้นจะเป็นถนนคอนกรีตระยะทางร่วม 1 กิโลเมตร วัดเขาถ้ำ เป็นสำนักสงฆ์ที่มีชื่อเสียงใน การอบรมวิปัสสนา สำหรบชาวต่างชาติ เป็นที่รู้จักโด่งดังไปทั่วโลก ตั้งอยู่บนเขา ข้าวแห้ง อากาศร่มรื่น เย็น สบาย ณ จุดชมวิว แลเห็นทิวทัศน์ได้กว้างและไกล เห็นวิวทะเลสุด ลูกหูลูกตา หรือ จะไว้พระก็มีพระปางนอนองค์ใหญ่ สักการะเพื่อเป็นศิริมงคลกับตัวนักท่องเที่ยวเอง และที่นี่ยังเป็นจุดพักผ่อน ชมวิวพระอาทิตย์ตกสวยงามมาก







edit @ 9 Jun 2009 15:11:40 by

Diamond and gem อัญมณี และเพชร

posted on 08 Jun 2009 11:07 by apinyasomya

                                                  อัญมณีที่ดีจะต้องมีคุณสมบัติ 3 ประการ คือ

 

1. มีความสวยงาม (Beauty)   มีสีสันที่สวยงาม การมีประกายแวววาวเล่นกับไฟดี (Brilliancy) ตลอดจนความโปร่งแสงและใสสะอาด (Transparency)

2. มีความคงทนถาวร (Durability) พิจารณาจากคุณสมบัติ 3 ประการ คือ

2.1 ความแข็ง (Hardness)  เป็นความทนทานต่อการขูดขีดหรือขัดถู ตัวอย่างเช่น เพชรเป็นอัญมณีที่มีความแข็งมากที่สุด

2.2 ความเหนียว (Toughness)  เป็นความทนทานต่อการแตกหัก ไม่สัมพันธ์กับความแข็ง ตัวอย่างเช่น หยก เป็นอัญมณีที่มีความเหนียวมากที่สุด แต่มีความแข็งต่ำ 

2.3 ความเสถียร (Stability)  เป็นการไม่เกิดการเปลี่ยนแปลงของสี เช่น การซีดจางของสี การสูญเสียเนื้ออัญมณี ซึ่งอาจเกิดขึ้นเมื่อถูกความร้อน แสงสว่าง หรือสารเคมี

3. เป็นสิ่งที่หายาก (Rarity) เนื่องจากธรรมชาติของมนุษย์ชื่นชอบสิ่งที่หายาก ทำให้อัญมณีที่มีจำนวนน้อยเป็นที่ต้องการมาก ราคาจึงสูงกว่าอัญมณีที่หาได้ทั่วไป

 

ราคาของอัญมณีขึ้นอยู่กับตัวแปร 4C’s เหล่านี้คือ

1. สี (Color) หมายถึง ความชัดเจนของแสงที่ออกมาจากอัญมณีชนิดนั้นๆ อย่างที่ควรจะเป็น ควรแสดงได้ชัดเจน โดยไม่มีสีอื่นที่ไม่ควรจะมีเข้ามาปะปน เช่น ถ้าเป็นชนิดโปร่งแสง สีก็ควรสดใสไม่ทึบแสง จะทำให้ราคาดี แต่ถ้าเป็นชนิดทึบแสง ก็ไม่ควรสว่างใส เพราะจะทำให้ราคาไม่ดี

2. ความสะอาดของอัญมณี (Clarity) หมายถึง ปริมาณของมลทินตามธรรมชาติ ที่ปะปนอยู่ในเนื้อของอัญมณี ยิ่งมีน้อยจะทำให้ราคาสูง สามารถดูได้จากตารางค่าชี้วัดระดับความสวยสะอาดของอัญมณีที่ขายในร้านนครอัญมณี

3. ฝีมือการเจียรระไน (Cut) หมายถึง รูปทรงของอัญมณี มีอยู่หลายรูปแบบ โดยการเจียรระไนจะขึ้นอยู่กับชนิดของอัญมณี โดยทั่วไปจะเป็นการเจียรแบบมีเหลี่ยมมุม (Brilliant) จะทำให้เกิดการสะท้อนสีแสงได้ดี แต่ถ้าเป็นอัญมณีบางประเภทเช่น สตาร์, ไพฑูรย์, มุกดาหาร หรือชนิดที่มีเหลือบแสง จะใช้วิธีการเจียรแบบ หลังเบี้ย (Cabochon) เพื่อให้เกิดสาแหรก (ขา) วิ่งไปมาบนตัวอัญมณี

4. ขนาดน้ำหนัก (Carat weight) หมายถึง ยิ่งมีน้ำหนักมากจะมีราคาของอัญม bjณีจะยงสูงไปดHวย ซึ่งน้ำหนัก 1 กรัม จะเท่ากับ 5 กะรัต (1 Gram = 5 Carat)

 

  

 

 

เพชร

 

เป็นแร่ชนิดเดียวที่ประกอบขึ้นด้วยธาตุเพียง 1 ชนิดเท่านั้นคือ ธาตุคาร์บอน 99.95% อีก 0.05% เป็นแร่ธาตุชนิด อื่น เรียกว่า "Impurities (สารมลทิน)
 ธาตุไนโตรเจน ทำให้เพชรเป็นสีเหลือง
 ธาตุโบรอน ทำให้เพชรเป็นสีฟ้า
 โครงสร้างทางผลึกเป็นแบบ cubic system (Isometric)
 รูปร่างผลึกที่พบเห็นทั่วไปเป็นรูป 8 เหลี่ยม (Octahedron)

    คุณสมบัติทางแสง

     ค่าดัชนีหักเห (R.I.) : 2.417
     ลักษณะทางแสง (Optic Character) : หักเหเดี่ยว (Singly Refractive)
     การกระจายแสง (Dispersion) : 0.44 (การกระจายแสงที่สูงนี้บางครั้งทำให้มองเห็นสีรุ้ง)
     ความวาว (Luster) : Adamantine (ความวาวแบบโลหะ)


 

    คุณสมบัติทางกายภาพ

     ค่าความถ่วงจำเพาะ (Specific Gravity) : 3.52
     ความแข็ง (Hardness) : 10 (สูงสุดตามสเกลของโมห์)
     ความเหนียว (Toughness) : ดีในทิศทางของรอยแยกแนวเรียบ ดีที่สุดในทิศทางอื่น
     รอยแยกแนวเรียบ (Clevage) : 4 ทิศทางขนานกับหน้าผลึก 8 เหลี่ยม
     รอยแตก (Fracture) : แบบขั้นบันได
     ไม่เป็นตัวนำไฟฟ้า ยกเว้นเพชรสีฟ้า เป็นตัวกึ่งนำไฟฟ้า
     ตัวนำความร้อน (Themal Inertia - Thermal Conductivity) : ดีที่สุด
    ชนิดของเพชร

     ชนิด Ia (Type Ia) : ประมาณ 98% ของเพชรทั้งหมดที่พบในธรรมชาติ มีธาตุไนโตรเจนแทรกเป็นหย่อมๆเล็กน้อย สีที่เห็นจะเป็นใสไม่มีสี-สีออกเหลืองอ่อนๆ เรียกว่า "Cape diamomd"
     ชนิด Ib (Type Ib) : น้อยกว่า 1% ของเพชรทั้งหมดที่พบในธรรมชาติ มีธาตุไนโตรเจน และสีเหลืองเข้ม
     ชนิด IIa (Type IIa) : พบยากมากในธรรมชาติ มีธาตุคาร์บอน 100% บริสุทธิ์ ใส ไม่มีสี
     ชนิด IIb (Type IIb) : พบยากมากในธรรมชาติ มีธาตุโบรอนปนอยู่ ทำให้นำไฟฟ้าได้ดี มีสีฟ้า-เทา บางครั้งใสเกือบไม่มีสีหายากมา
    I LOVE DIAMOND AND GEM.

edit @ 8 Jun 2009 12:20:44 by  supinya  somya 

 

edit @ 8 Jun 2009 12:45:41 by

 

edit @ 9 Jun 2009 11:00:14 by

           Happy มากๆในวัน Birth Day
            

ขอให้ชีวิตเธอไม่จำเจมีสีสัน


             ขอความรักเติมความสุขทุกคืนวัน
 

โดยเฉพาะความรักที่ได้จากฉันตลอดเวลา

สุขสันต์วันเกิดนะคนดี


ชีวิตเธอก้าวผ่านไปอีกปีอย่างช้าๆ


ขอให้ความรักที่จะผ่านเข้ามา


มีค่าต่อสายตาเธอและใครๆ


                  7 มิย 2517
  เป็นวันที่พี่สาว เกิด เกิดแบบโบราณ

                        ทำให้หน้าตาพี่สาวเหมือนคนโบราณจริงๆ

                  อายุอานามปีนี้ ก็คง 35 แก่แล้วนะ พี่กุ้งก็คงตกใจ

                  เอาเป็นว่าในปี35 ปีขออาราธนาสิ่งศักดิ์สิทธิ์ให้พี่สาว

                  ประสบโชคในสิ่งหวัง พรใดล้ำเลิศ ขอให้บังเกิดแต่คุณ สมปองด้วยนะค่ะ

                  เราจะเป็นกำลังใจให้กันเสมอ เพราะ เรามาจากถ้ำเดียวกัน

   รักพี่สาวนะ.............โอ้เอ้

 

                  สู้ๆ ค่ะ ป้ากุ้ง นอ้ง ไอเดีย สุขสรรค์วันเกิดก้าๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆ

 

edit @ 6 Jun 2009 14:20:29 by

The secret of the brain ความลับของสมอง

posted on 20 Apr 2009 20:33 by apinyasomya

บทที่ 1

 

ความลับของสมอง

     

.......มีกรณีศึกษาทางการแพทย์พบว่า ในคนไข้ที่สมองซีกซ้ายส่วนหน้าเสียหายจากการเกิดอุบัติเหตุหรือพยาธิสภาพ  แต่ปรากฏว่าคนไข้คนนั้นกลับมีลักษณะของอัจฉริยะบางอย่างเกิดขึ้น ทั้งๆที่ก่อนหน้าไม่เคยมีแววทางด้านนี้เลย  เช่นบางคนสามารถวาดภาพได้ราวกับเป็นมืออาชีพ  บางคนพูดภาษาต่างประเทศได้อย่างคล่องแคล่ว  หรือเล่นเปียโนได้ราวกับฝึกซ้อมมาแรมปี   จากการค้นพบนี้  สรุปได้ว่า สมองซีกขวามีศักยภาพแฝงซ่อนอยู่ภายในเยอะมาก  และอัจฉริยะบุคคลสาขาต่างๆของโลก ไม่ได้เกิดขึ้นเพราะมีเซลล์ประสาทมากกว่าคนอื่น  เพียงแต่เขารู้จักใช้สมองส่วนที่คนอื่นๆไม่ได้ใช้   ทุกคนสามารถเป็นอัจฉริยะได้ ถ้ารู้จักใช้สมองส่วนนี้....

           สมองซีกซ้าย จะทำงานโดยเรียนรู้จากส่วนย่อยไปหาส่วนใหญ่  แต่สมองซีกขวาจะกลับกัน มันจะมององค์รวม คือส่วนใหญ่ก่อน แล้วค่อยไปหาส่วนย่อย  การพบหลักใหญ่เป็นเรื่องสำคัญกว่า เพราะจะมองเห็นองค์ประกอบทั้งหมดได้ เห็นจุดสำคัญทุกจุด ซึ่งถ้าอยากลงไปหารายละเอียดที่จุดไหนก็ไม่ใช่เรื่องยาก และมันจะเลือกวิเคราะห์เฉพาะจุดย่อยที่สำคัญสำหรับหลักใหญ่ ยิ่งไปกว่านั้นการเข้าใจในหลักใหญ่ จะช่วยให้สามารถเข้าใจในสถานการณ์หรือปัญหาอื่นๆที่คล้ายคลึงกันไปด้วย เพราะการเปรียบเทียบจากหลักใหญ่จะเห็นความคล้ายมากกว่า การเอาส่วนย่อยมาเปรียบเทียบกัน 

            การมองแบบองค์รวม จะเห็นการเชื่อมโยง เห็นเหตุและปัจจัย  เห็นความสัมพันธ์ของสิ่งต่างๆ ที่คนอื่นมองไม่เห็น  ทำให้สามารถคิดและตัดสินใจได้ไม่เหมือนคนอื่น หรือ ก่อนคนอื่น  เมื่อเห็นเป็นองค์รวม จะทำให้มีความอดทน รู้จักรอคอย มีความฉลาดทางอารมณ์ ( E.Q) สูง  นอกจากนั้นสมองซีกนี้ยังช่วยหลั่งฮอร์โมนแห่งความสุขออกมาอีกด้วย  บางครั้งเพียงการมองออกไปที่ท้องฟ้ายามพระอาทิตย์ตก ก็รู้สึกงดงามเหนือจะบรรยาย  ในขณะที่คนใช้สมองซีกซ้าย จะไม่รู้สึกอะไร เพราะคิดในเชิงเหตุผลว่า พระอาทิตย์ตกมันก็เป็นเช่นนี้อยู่แล้ว ไม่เห็นแปลก  ความไม่รู้สึกบวก ขาดจินตนาการ จะทำให้ความอดทนต่ำ คนที่ใช้สมองซีกซ้ายเพียงอย่างเดียวจะมองทุกสิ่งเป็นแบบแยกย่อย และมองเฉพาะข้อเท็จจริง หรือตัวเลขเชิงตรรกะ  เห็นเฉพาะสิ่งที่ปรากฏตรงหน้า ขาดจินตนาการ ขาดการคาดหมายอนาคต  แม้จะแม่นข้อมูล แต่ก็ไม่สามารถนำข้อมูลนั้นมาประยุกต์ใช้ให้เกิดประโยชน์ได้  ส่วนคนที่ใช้สมองซีกขวา จะมองเห็นโอกาส ความเป็นไปได้  มีแรงบันดาลใจ แรงจูงใจสูง  และสามารถใช้ข้อมูลที่มีอยู่ ให้เป็นประโยชน์อย่างสูงสุด แม้ว่าเขาจะไม่แม่นข้อมูล แต่ก็จะพยายามเสาะหาข้อมูลเพิ่มเติมตรงส่วนที่สนใจอยู่ตลอดเวลา เป็นการเจาะข้อมูลเฉพาะจุด ที่จะนำมาประยุกต์เข้ากับจินตนาการ

        

          ผู้ที่ใช้สมองซีกขวา ซึ่งเป็นสมองที่ทำงานเด่นในวัยเด็ก  จะทำให้พวกเขามีความรู้สึกเป็นเด็กและอยากรู้อยากเห็นสูง  กลับเป็นผลดีเพราะจินตนาการไม่ถูกจำกัด ประกอบกับสมองแบบเด็กจะไม่ค่อยมีกิเลส ตัณหาที่เร่าร้อน  ผู้ประสบความสำเร็จในสาขาอาชีพต่างๆล้วนแล้วค้นพบความลับของสมองซีกขวา แม้ว่าพวกเขาจะไม่ได้อ่านหนังสือเล่มนี้ก็ตาม อาทิ เช่น บิลเกตต์   ไทเกอร์ วู๊ดส์    สตีเว่น สปีลเบิร์ก    ทอม แฮงค์   เจ เค โรวลิ่ง   นิวตัน  เอดิสัน ฯลฯ   รวมไปถึง ปิคาสโซ่ จิตรกรระดับโลกเคยบอกว่า ที่เขาสร้างผลงานได้ขนาดนั้น เพราะยังเหลือความเป็นเด็กอยู่มาก  ความมีศิลปะฝังอยู่ในใจเด็กทุกคน  แต่ปัญหาก็คือ เมื่อเติบโตขึ้น พวกเขาไม่สามารถรักษาความเป็นเด็กนั้นไว้ได้ 

          โดยธรรมชาติแล้ว เพศชาย เมื่อเติบโตขึ้นจะยังคงเหลือความเป็นเด็กติดตัวอยู่ มากกว่าเพศหญิง และส่วนนี้ถือว่า เป็นจุดได้เปรียบของเพศชาย  คนที่มีความเป็นเด็กอยู่ จะมีจินตนาการสูง มีอารมณ์ขัน และขี้เล่น

          โธมัส เอดิสัน บอกว่า ที่เขาประดิษฐ์สิ่งต่างๆได้มากมายขนาดนี้ เพราะยังมีความเป็นเด็กเหลืออยู่   อัลเบิร์ต ไอน์สไตน์ก็เช่นเดียวกัน  เคยเขียนไว้มีความหมายว่า.....   คนเราเมื่อเติบโตเป็นผู้ใหญ่ จะไม่มีใครคิดถึงเรื่องเวลายืดหดได้อีกเลย มันเป็นความคิดของเด็กเท่านั้น แต่โชคดีที่หัวผมช้า ผมจึงเพิ่งมาสงสัยเรื่องเวลายืดหด เอาเมื่อตอนโตเป็นผู้ใหญ่แล้ว” (*เรื่องเวลายืดหด ได้อธิบายไว้อย่างละเอียดในหนังสือ “ไอน์สไตน์พบ พระพุทธเจ้าเห็น”)

          ชาร์ล ดาร์วิน   อัลเบิร์ต  ไอน์สไตน์  และ  เซอร์ไอแซค นิวตัน  สามอภิมหาอัจฉริยะอันดับ 1 – 3 ของโลก เริ่มต้นชีวิตในวัยเด็กด้วยความผิดปกติ  ทั้งดาร์วิน  ไอน์สไตน์ และนิวตัน ถูกครูปรามาสว่า เป็นเด็กหัวทึบ  ครูบางคนถึงขนาดบอกว่าปัญญาอ่อนกว่าเด็กทั่วไป  เหตุที่เป็นเช่นนั้นเพราะ ช่วงนั้นพวกเขาไม่ใช้สมองซีกซ้ายเลย  จึงมีปัญหาเรื่องการเรียนรู้และสื่อความหมาย เช่น การอ่าน  การพูด  การคำนวณ  ฯลฯ ขนาดอายุหกขวบ ไอน์สไตน์ยังอ่านหนังสือไม่ค่อยออก พูดไม่เก่ง  คำนวณคณิตศาสตร์ง่ายๆไม่ได้  แต่ ขณะนั้นสมองซีกขวาของเขา กำลังทำงานอย่างหนัก โดยที่คนภายนอกไม่เข้าใจ

อ่านบทที่ 2  กำลังของสติ   

บทที่ 2

 
  กำลังของสติ
     

   ....สิ่งหนึ่งที่ทำให้ให้มนุษย์เหนือกว่าสัตว์ร่วมโลกทั้งหลาย คือ ความสามารถในการเห็นนามธรรม เพราะรูปธรรมเป็นสิ่งที่เห็นได้ง่าย และสัตว์บางชนิดมีความสามารถในการเห็น ได้ยิน ได้กลิ่น  หรือรับสัมผัส ดีกว่ามนุษย์หลายเท่า  แต่มันก็จะรับรู้เพียง รูป รส กลิ่น เสียง สัมผัส โดยไม่สามารถวิเคราะห์ไปถึงส่วนของนามธรรมที่ซ่อนอยู่  โดยเฉพาะอย่างยิ่ง นามภายในจิต ที่เรียกกันว่า “ความรู้สึก”       

         เคล็ดลับในการพัฒนาประสิทธิภาพของสมองซีกขวา  ก็คือ การฝึกสติจับที่ความรู้สึกและอาการ เพราะ สมองซีกนี้ จะทำหน้าที่รับรู้เกี่ยวกับ ความรู้สึก การสัมผัส การเคลื่อนไหว อาการ ลีลา ท่าทาง และสิ่งที่เป็นนามธรรม 

          ในทางการแพทย์ การกำหนดสติไปที่ความรู้สึกและอาการ จะทำให้สมองหลั่งสารชนิดหนึ่งออกมาจำนวนมาก สารนั้นก็คือ โดพามีน ซึ่งเป็นสารสื่อประสาทที่ทำให้เกิดสติ ปัญญา  ไหวพริบ ปฏิภาณ และความเฉลียวฉลาด   นอกจากนั้นโดพามีนยังเกี่ยวข้องกับอาการเคลื่อนไหวด้วย ถ้าขาดสารชนิดนี้ในสมองจะมีความผิดปกติของการเคลื่อนไหว ที่เรียกกันว่า โรคพาร์คินสัน   ในทางตรงกันข้าม ผู้ที่กำหนดสมาธิไปที่รูป จนสมาธิแนบแน่น เช่นเพ่งกสิณ เพ่งดวงแก้ว ร่างกายจะหลั่งสารเฮนโดรฟิน ทำให้เคลิบเคลิ้มมีความสุข แต่ขาดปัญญา  การเจริญสติ กับนั่งสมาธิ ต่างกัน ถึงในระดับการผลิตฮอร์โมนของสมองเลยทีเดียว และผู้ฝึกสติทุกคนจะรู้ดีว่า ความจำจะดีขึ้นอย่างมหัศจรรย์หลังการปฏิบัติวิปัสสนากรรมฐาน ถ้าจะตอบในเชิงการแพทย์ก็คือ สารเคมีในสมองเปลี่ยนไป  เมื่อมีสติ จะมีความจำดีโดยอัตโนมัติ           สำหรับทางจิตวิทยา พบว่า สารสื่อประสาทโดพามีน มีความสำคัญเป็นอย่างมากในการสร้างความเชื่อมั่น และแรงบันดาลใจ สมองจะตื่นตัว มีพลัง กระฉับกระเฉง มีสมาธิมากขึ้น ไวต่อสิ่งกระตุ้นต่างๆรอบตัว  แต่อย่างไรก็ตาม ต้องเกิดขึ้นพร้อมกับภาวะของการมีสติสัมปชัญญะ มิฉะนั้น การเพิ่มขึ้นของสารเคมีเหล่านี้จะไม่มีประโยชน์อะไรเลย  ซึ่งพบว่าในผู้ป่วยที่เสพยาบ้า หรือคนไข้ทางจิตเภท จะมีสารโดพามีนสูงมากในสมอง  ผู้ที่นั่งสมาธิวิปัสสนาจนถึงระดับที่สารเคมีในสมองเปลี่ยนแปลงแล้วเกิดขาดสติเพราะภาพนิมิต ก็ถือว่าเป็นเรื่องอันตราย  ดังนั้นจึงควรมีพระอาจารย์คอยสอบอารมณ์เสมอ

       ในมุมมองของทางพุทธ วิเคราะห์ว่า ความรู้สึกเป็นต้นกำเนิดของปฏิกิริยาในสมอง ต้องมีความรู้สึกเกิดขึ้นก่อน จึงจะเหนี่ยวนำให้สมองหลั่งสารต่างๆไปตามความรู้สึกนั้น  และความรู้สึกเหล่านี้ ก็เกิดจากเจตสิกรวมกลุ่มกันเป็นส่วนของดวงจิตขึ้นมารับอารมณ์ ซึ่งปัจจุบ%B

 

     เมื่อ 16 เมษายน 2552 เป็นวันดีที่มี หลาน ชื่อน้อง รวงข้าว จาก ชลบุรี มา เยี่ยม และ เป็นวันเกิดของหลานรักด้วย อยากทดแทน การที่ไม่ค่อยได้ดูแลหลาน เพราะอยู่ไกลกันจังเลย เทศกาล ปีใหม่ ไทย พี่สาว น้องสาว พี่เขยน้องเขยก็มา พักที่บ้าน ผ่านวันเกิดตัวเองมา 12 เมษายน 2552  ชีวิตดูสดชื่นมาตลอด สนุกสนานมากกับครอบครัว พ่อแม่ก็สุขมากเช่นกัน จนมาถึงวันนี้ ช่วงเช้า 11 นาฬิกา พา น้องเก๋ รวงข้าว ไอเฟล และไอเดีย ไปเที่ยวอย่างสนุกสนาน พาไปทาน ไอศครีม เซเวนเซ่น ที่เนวาด้า และเล่นห้องบอล เด็กๆ มีความสุขมาก เลย   และพากลับมานอนที่บ้านเตรียมตัวจัดงานวันเกิดให้ตอนเย็น  17 นาฬิกา  ออกไป กับ ไอเดีย เพื่อไปซื้เค้กที่ร้านนับหนึ่ง  และซื้อรองเท้าให้ลูก กลับบ้านมา  เวลา 18.30น เจออุบัติเหตุรถเยวชนกับมอเตอร์ไซด์ มีคนเจ็บ 2 คน คนซ้อนเจ็บไม่เท่าไหร่ คนขับ กระดูกแขนซ้ายหัก ข้าพเจ้าได้พาไปโรงพยาบาลร้อยเอ็ดและน้องเอ๊ะ ได้รับการผ่าตัดเอาเหล็กเข้าไปดามข้างใน สงสารน้องจัง ทำไมอุบัติเหตุแค่นี้ทำไมแขนถึงหัก ข้าพเจ้า ยืนรอน้องอยู่ที่ห้องผ่าตัด และนำส่งที่ตึกพิเศษเบญจศิริ โรงพยาบาลร้อยเอ็ด ชั้น3 ห้อง8  หลังอุบัตุเหตูมานอนไม่หลับ ไม่รู้เหมือนกันว่าทำไมชีวิตต้องเป็นแบบนี้ แต่มันเกิดแล้ว เราต้องยอมรับ และ ผ่านช่วงชีวิตแบบนี้ไปให้ได้ โชคดีที่ไม่มีใครตาย โชคดีที่คู่กรณีไม่เรื่องมาก โชคดีที่รถ ไม่เป็นอะไรมาก ขอบบคุณ ชะตาชีวิตที่ทำ ให้ข้าพเจ้า และคู่กรณีได้กลับมาแก้ไขตัวเองอีกครั้ง ต่อไปการขับรถต้องระวังมากยิ่งขึ้น เพาะ ถ้าเขา ไม่ชน เรา เราอาจชนเขาก็ได้ ....... ขอให้ชีวิต อย่าขาดความประมาทต่อไป เพราะนี่คือ อุทาหรณ์ สอนใจ สำหรับผู้ใช้ชีวิต บนท้องถนนอย่างประมาท เช่นข้าพเจ้านี้เอง........................... ภาวะที่หัวใจเจ็บปวดเช่นนี้ ฉันขอแค่คนเข้าใจฉัน ไม่ซ้ำเติม ฉันไม่อยากให้มันเกิด ฉัน ไม่ได้เมา ฉันกลับค่ำเพราะลูกรักอยากได้รองเท้า ใหม่ อยากออกไปซื้อเค้กเพราะอยากมอบความสุขให้กับหลาน.............หลานคนที่ไม่ค่อยได้ความรักจากป้าคนนี้.........สุขสันต์วันเกิดนะหลานรัก ของขัญที่ป้ามอบให้ หนูคือชีวิตของป้าและพี่ไอเดียยังคงอยู่ และนี่คือของขวัญที่ยิ่งใหญ่และสำคัญสำหรับรวงข้าว หลานป้า.............

SONGKRAN FESTIVAL

posted on 09 Apr 2009 11:35 by apinyasomya
 

Songkran Festival 2009’s Announcement

The Great Songkran Day this year falls on Monday 14 April 2009, corresponding with the Year of the Ox.

The Songkran Queen’s name is “ Korakatevee ”
Yellow dress with pearl ornaments, preferred butter oil, dagger in the right hand, walking cane in the left hand, tiger as the vehicle.

Prediction about the Great Songkran Day, the first day of Aries and New Year Celebration Day.

  1. In case of Songkran day is falling on Sunday, plants shall give inappropriate productivity. In case the first day of Aries falls on Sunday, the rice shall die, lots of foreigners will enter the country, the elders shall worry about something affecting them. Should the New Year Celebration fall on Sunday, the King shall have great power to eliminate all enemies from all directions.

  2. In case of Sonkran day is falling on Monday, tsenior government officers and their ladies shall have great power. Should the first day of Aries fall on Monday, there shall be sickness and expensive salt. Should the New Year Celebration fall on Monday, the Queen and her Lady-in-Waiting shall be happy.

  3. In case of Songkran day is falling on Tuesday, there shall be a lot of crime and serious sickness. Should the first day of Aries fall on Tuesday, all fruits shall be expensive. Should the New Year Celebration fall on Tuesday, all civil servants shall be happy and overcome their enemies.

  4. In case of Songkran day is falling on Wednesday, senior government officers shall be admired internationally. Should the first day of Aries fall on Wednesday, all food shall be expensive, widows shall loss their residence. Should the New Year Celebration fall on Wednesday, all psychologists shall be happy.

  5. In case of Songkran day is falling on Thursday,the subordinates shall lose their advantages to their superiors. Should the first day of Aries fall on Thursday, all fruits shall be expensive, the Royal Family shall be worried about the country. Should the New Year Celebration falls on Thursday, all monks, nuns and Brahmins shall perform good activities.

  6. In case of Songkran day is falling on Friday, there shall be richness with food and plants, heavy rain, strong storms, and people shall suffer from eye diseases and sickness. Should the first of day of Aries fall on Friday, chili shall be expensive, birds will suffer from disease, danger will occur to wild animals, and widows shall be lucky. Should the New Year Celebration Day fall on Friday, merchants and the head of the household shall have good luck in their business and earn lot of profit.

  7. In case of Songkran day is falling on Saturday,there shall be lot of crime and serious sickness. Should the first day of Aries fall on Saturday, food shall be expensive, less rice products, expensive fruit, less water and fire in the center of the city, and noblemen shall be punished. Should the New Year Celebration Day fall on Saturday, all soldiers shall beat their enemies.

In addition, there are predictions from other beliefs that if the Great Songkran Day falls

on Sunday, the Songkran Queen will be Mrs. Paengsri, rice will be very expensive, most people shall suffer from diseases, enemy attacks, rice and plants are destroyed by insects, uneven rains, millionaires shall become bankrupt, rubber trees will be a great plant for other plants, and the holy rice will remain at the bamboo tree.

On Monday, the Songkran Queen is Manora. In such year, there shall be lots of snakes, most people shall suffer from diseases and have bad luck, and the holy rice will remain at Mai Dua Kliang.

On Tuesday, the Songkran Queen is Raksot Thevi. In such year, there shall be good rains in the beginning and end of the year but less rain in the middle of the year, destruction to rice farms, less fruit productivity, bad situation in the country, rice and plants are destroyed by insects, and the holy rice will remain at Mai Oye Chang.

On Wednesday, the Songkran Queen is Mantha. In such year, there shall be uneven rainfall, half production and half destruction of rice yields, expensive goods, bad luck for noblemen, and the holy rice will remain at Mai Kram.

On Thursday, the Songkran Queen is Kanyathep. In such year, there shall be regular rain according to the reason, elders shall be in danger, lots of dead animals, the people will be happy and have wellbeing while the noblemen and monks shall be worried, and the holy rice will remain at Bastard Teak.

On Friday, the Songkran Queen is Rintho. In such year, there shall be good rain in the beginning of the year and less in the middle of the year, the plants and rice are destroyed, danger to monks, and the holy rice will remain at Mai Phuttha.

On Saturday, the Songkran Queen is Sama Thevi. In such year, there is a lack of rain, the plants are destroyed by insects, great fire and expensive goods.

Wan Chai"(the day of offering)
On this day, apart from preparing new clothes to wear, people will make desserts to offer to monks and to give to friends and relatives. This act of generosity is also a way to show off each family’s cooking skills.

Well-to-do families will make a large amount of desserts to give away to others. In the past it was not possible to buy desserts since everyone made their own. Nowadays, some Thais follow western traditions by buying and giving cakes to others, as it is more convenient to do so rather than cooking.

 

Offering food to monks
On the dawn of the first day of the incoming year, people will prepare the best varieties of food to offer to monks. They will also dress up in their best attire. After giving alms to monks, the monks will eat the offered food in the temple hall. People will then go home after the monks have finished their meal.

 

Making Sand Pagodas
There is no specific date for making sand pagodas. It can be done on any day close to Songkran in the temple grounds or on a riverbank. People in Kamphaeng Phet province also make offerings to monks on a riverbank. People in Nakhon Si Thammarat build their sand pagodas twice; first in a temple on the last day of the outgoing year, and then in the grounds of their houses on the first day of the incoming year. The sand used for building pagodas is often taken from a riverbank.

 


Releasing birds and fish
This tradition began a long time ago and it is normally done during the Songkran Festival. Before the festival, the weather is usually very warm and there is not enough water in ponds and rivers for fish to stay; as a result, people will go out to catch fish in dry ponds. Small fish which cannot be eaten will be kept at home until Songkran when there is more water, and then they will be released back to their natural habitat. This tradition has evolved over time and is widely practiced nowadays. At present, in addition to fish, people also free birds as an act of merit-making.

 

Bangsukun Atthi
Apart from releasing birds and fish, there is also a ritual performed by monks to the remains of the deceased in order to pass on merit to them. This ritual is known as Bangsukun Atthi. It will be performed once during the Songkran Festival on any of the three days. In the past, Thais did not bring the ashes of the deceased back home, but the remains were buried under the Bodhi tree in a temple and monks would be invited to perform the ritual there.

This ritual is believed to be local and is not influenced by Indian traditions because the Indians usually discard ashes in a water source, especially into the Ganges River. In some areas in Thailand, people also perform a rite to worship guardian spirits of the village and town. In Central Thailand, household chores such as gathering firewood and fetching water are prohibited during Songkran, and these chores must be done beforehand.

 

Song Nam, Rot Nam, and Sat Nam
To bathe a Buddha image, people will first make an offering of flowers, candles, and incense sticks to the image. Then they will sprinkle lustral water signifying bathing onto the image as a gesture of respect. A procession of the Buddha image will be made prior to the bathing. After that people will also bathe a Buddhist monk, usually the abbot, by pouring lustral water over him. The abbot will change into a new robe offered to him by laymen, and then he will give a sermon and bless the people who attend these bathing rituals. Besides, people will also call on elders and respected people to ask for their blessings.

After that, people will play by splashing water at one another. A feast in the temple grounds will follow. Traditional desserts will be served there.

The Songkran Festival is very much related to water, since people believe that water splashing will induce abundant rainfall in the incoming year. Water is also a symbol of fertility and is used to clean bad things. As a result, water is used widely in different ceremonies and rites of passage.

Rod Nam Dam Hua
People in Northwest Thailand conduct the bathingritual to the elders and respected ones on New Year’s Day. Apart from flowers, candles, incense sticks, and new clothes, betel nuts, Acacia water, and traditional perfume are also part of the gifts presented. Betel nut is a symbol of respect and hospitality. In the old days, Acacia water was used as soap. Once the elders receive the gifts, they will sprinkle the Acacia water and the perfume on top of the younger family members’ heads to give them blessings.

Nowadays, some people still bring their new clothes and personal belongings along with other ritual objects; such as, banana, sugarcane, and jackfruit leaves, to the temple so that Buddhist monks can sprinkle them with holy water in order to purify the clothes. These clothes and objects will be kept untouched for days for auspiciousness.

The bathing of Buddha images can be done, firstly, by making an offering consisting of flowers, incense sticks, and candles to the image. Then, people will sprinkle them with lustral water. After bathing the images, laymen will pay respect to the chief Buddhist monk of the temple by pouring lustral water over him. The monk, after changing into a new robe offered to him, will give sermon and blessings to people who attend the bathing rituals.

After that, people will “play” by splashing water at others. Afterwards a feast will be organized in the temple ground in which traditional desserts will also be served.

The Songkran festival is very much related to water, since people believe that water splashing will induce abundant rainfalls in the incoming year. Water is also symbol of fertility and is used to clean up bad things. As a result, water is used widely in different ceremonies and rites of passage.